• icon-facebook
  • icon-twitter
  • icon-google
  • icon-linkedin

ปีบทอง สรรพคุณและประโยชน์ของต้นปีบทอง 17 ข้อ !

icon-calendar เผยแพร่: 4/02/2014 (แก้ไขล่าสุด: 25/06/2014)
icon-view 1,182 ครั้ง
ปีบทอง

advertisements

ปีบทอง

ปีบทอง ชื่อสามัญ Tree Jasmine[1]

ปีบทอง ชื่อวิทยาศาสตร์ Radermachera ignea (Kurz) Steenis[1],[2] จัดอยู่ในวงศ์ BIGNONIACEAE เช่นเดียวกับต้นปีบ แคหางค่าง แคทะเล แคนา แคแสด แคหัวหมู น้ำเต้าต้น เพกา รุ่งอรุณ และไส้กรอกแอฟริกา[1]

ปีบทอง ยังมีชื่อท้องถิ่นอื่นๆ อีก เช่น จางจืด (เชียงใหม่), กาซะลองคำ กาสะลองคำ แคชาญชัย (เชียงราย), แคเป๊าะ สำเภาหลามต้น (ลำปาง), กากี (สุราษฎร์ธานี), สะเภา สำเภา อ้อยช้าง (ภาคเหนือ), ปีบทอง (ภาคกลาง), ปั้งอ๊ะมี (ม้ง), เดี้ยงด่งเบี้ยง (เมี่ยน), กาสะลอง (ทั่วไป) เป็นต้น[1],[3],[6],[7],[8]

หมายเหตุ : ปีบทองที่กล่าวถึงในบทความนี้เป็นคนละชนิดกันกับ ปีบทอง ชนิดที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Radermachera hainanensis Merr.

ลักษณะของปีบทอง

  • ต้นปีบทอง หรือ ต้นกาซะลองคำ มีเขตการกระจายพันธุ์กว้างตั้งแต่ในประเทศจีนตอนใต้ พม่า ลาว และเวียดนาม ส่วนในประเทศไทยพบได้ตั้งแต่ทางภาคใต้ในแถบจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพชรบุรี อุทัยธานี ขึ้นไปถึงทางภาคเหนือของประเทศ จัดเป็นไม้ยืนต้นเล็กถึงขนาดกลาง และเป็นไม้ผลัดใบแต่จะผลัดไม่พร้อมกัน มีความสูงของต้นประมาณ 6-20 เมตร ต้นมีเรือนยอดเป็นรูปใบหอกหรือไข่ ทรงพุ่มแน่นทึบ กิ่งก้านแผ่ออกเป็นชั้นๆ ออกกว้าง ลำต้นมีลักษณะเปลาตรง ตามกิ่งก้านและตามลำต้นจะมีรูระบายอากาศกระจายอยู่ทั่วไป เปลือกต้นเป็นสีน้ำตาลอ่อน แตกเป็นลายประสานกันคล้ายตาข่าย เปลือกต้นขรุขระเป็นเม็ดเล็กๆ กระตายอยู่ทั่วไป ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด การตอนกิ่ง การปักชำกิ่ง และการแยกหน่อ เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนปนทราย สามารถพบได้ตามป่าเบญจพรรณ ตามชายดิบแล้งตามเชิงเขา และตามเขาหินปูน ที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,000 เมตร[1],[3],[4]

ต้นปีบทองต้นกาซะลองคำ

  • ใบปีบทอง ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกแบบสามชั้น ยาวประมาณ 18-60 เซนติเมตร เรียงตรงข้ามกัน มีใบประกอบย่อยประมาณ 3-4 คู่ ส่วนใบย่อยมีประมาณ 3-5 คู่ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่แกมรูปหอก รูปขอบขนานแกมใบหอก หรือรูปวงรีแกมใบหอก ปลายใบแหลมบางครั้งยาวคล้ายหางหรือเป็นติ่งแหลม โคนใบแหลมสอบ หรือบางใบโคนในอาจเบี้ยวเล็กน้อย ส่วนขอบใบเรียบบิดเป็นคลื่นๆ เล็กน้อย และมักมีต่อมอยู่ที่โคนด้านหลังของใบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2-6 เซนติเมตร และยาวประมาณ 5-12 เซนติเมตร แผ่นใบมีลักษณะเป็นมัน ท้องใบมีต่อมเล็กๆ อยู่ประปรายทั่วไป และก้านใบย่อยยาวประมาณ 0.6-0.8 เซนติเมตร ส่วนก้านใบปลายยาวประมาณ 2.5 เซนติเมตร[1],[3],[4]

ใบกาซะลองคำใบปีบทอง

  • ดอกปีบทอง ออกดอกเป็นช่อสั้นๆ หรือออกเป็นช่อกระจุกทั่วไปตามกิ่งก้านและตามลำต้น ในหนึ่งกระจุกจะมีดอกอยู่ประมาณ 3-10 ดอก และจะทยอยบานครั้งละ 3-5 ดอก ดอกมีก้านช่อดอกสีน้ำตาลอมสีแดงและมีขนอ่อนๆ ขึ้นอยู่ประราย ก้านช่อดอกยาวประมาณ 1-2 เซนติเมตร และยังมีกลีบเลี้ยงหรือกลีบรองดอกที่เป็นสีน้ำตาลอมสีแดง ยาวประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร มีรอยผ่าเปิดด้านเดียว ด้านหน้าตามทางยาวติดกันเป็นหลอดห่อหุ้มกลีบดอก ส่วนกลีบดอกจะเชื่อมติดกันเป็นหลอดรูปทรงกระบอกโคนแคบ ตรงกลางค่อยๆ โป่งออก หรือเป็นรูปกรวยหรือเชื่อมติดกันเป็นรูประฆังยาว ปลายกลีบดอกแยกเป็นกลีบ 5 กลีบ มีลักษณะบานแผ่และม้วนลงด้านนอก ดอกมีเกสรเพศผู้อยู่ 4 อัน โผล่ออกมาเสมอปากกลีบดอก ดอกมีเกสรเพศผู้มีขนขึ้นปกคลุม ส่วนยอดเกสรเพศเมียแยกเป็นแฉก 2 แฉก เมื่อดอกบานเต็มที่จะกว้างประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร และยาวประมาณ 5-7 เซนติเมตร โดยดอกจะบานอยู่ประมาณ 1-2 วัน แล้วจะร่วงหล่นและดอกใหม่ก็จะทยอยบานขึ้นมาแทนที่[1],[3],[4]

กาซะลองคำ

ดอกปีบทอง

กาสะลองคำ

ดอกกาซะลองคำ

  • ผลปีบทอง ผลเป็นผลแห้ง ลักษณะของผลเป็นรูปฝักดาบยาวและห้อยลง หรือเป็นรูปทรงกระบอกยาวเรียวคล้ายกับฝักของถั่วฝักยาว ฝักมีขนาดกว้างประมาณ 0.5-0.7 เซนติเมตร และมีความยาวประมาณ 30-45 เซนติเมตร ฝักเมื่อแก่จะบิดเวียนเป็นเกลียวเล็กน้อย เมื่อฝักแห้งจะแตกได้เป็นพู 2 พู หรือ 2 ซีก ภายในฝักมีแกรทรงกระบอกเล็กๆ ยาวเรียวซึ่งเป็นที่อยู่ของเมล็ด เมื่อฝักแห้งจะแตกออกและเมล็ดจะปลิวไปตามลม เมล็ดเป็นเมล็ดแห้ง แบน บาง และมีปีกเป็นเยื่อบางๆ สีขาว ยาวออกทางด้านข้าง ขอบปีกเสมอกับตัวเมล็ด และมีขนาดกว้างประมาณ 0.2-1.0 เซนติเมตรsup>[1],[3],[4]

ผลปีบทอง

สรรพคุณของปีบทอง

  1. ลำต้นใช้ผสมกับสมุนไพรชนิดอื่น (ลำต้นกาซะลองคำ, ต้นขางปอย, ต้นขางน้ำข้าว, ต้นขางน้ำนม, ต้นอวดเชือก) ใช้ฝนกับน้ำกินแก้ซาง (ลำต้น)[1]
  2. ลำต้นใช้แก้ซางในเด็กที่มักจะมีเม็ดขึ้นในปากและลำคอ (ลำต้น)[2]
  3. ช่วยแก้ลิ้นเป็นฝ้า (ลำต้น)[2]
  4. ช่วยรักษาอาการปวดฟัน (เปลือกต้น)[5]
  5. เปลือกต้นใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาลดไข้ (เปลือกต้น)[5]
  6. ช่วยแก้อาการตัวร้อน (ลำต้น)[2]
  7. ช่วยแก้อาเจียน (ลำต้น)[2]
  8. เปลือกต้นใช้ต้มกับน้ำใช้อมแก้อาการเมายา (เปลือกต้น)[5]
  9. เปลือกต้นใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ท้องเสีย (เปลือกต้น)[1]
  10. ลำต้นใช้เป็นยาแก้ท้องขึ้น ท้องเดิน (ลำต้น)[2]
  11. ใบนำมาตำคั้นเอาแต่น้ำใช้ทาหรือพอกรักษาแผลสด แผลถลอก และช่วยห้ามเลือด (ใบ)[1],[4]
  12. เปลือกใช้เป็นยาใส่แผล (ไม่ได้บอกวิธีใช้)[5]
  13. ช่วยรักษาโรคผิวหนัง โรคเรื้อน (เปลือกต้น)[5]
  14. สารสกัดด้วยแอลกอฮอล์มีฤทธิ์ในการยับยั้งเอนไซม์ HIV-1 reverse transcriptase[1],[4]
advertisements

ประโยชน์ของปีบทอง

  1. ดอกนำมารับประทานโดยการทอดหรือใช้ลวกเป็นผักจิ้มกับน้ำพริก[4],[6]
  2. ดอกสามารถนำมาใช้ทำสีย้อมผ้าได้[4]
  3. ต้นปีบทองเป็นไม้ต้นที่มีทรงพุ่มแน่นทึบดูสวยงาม ให้ความร่มรื่นได้ดี ทรงพุ่มไม่สูงหรือใหญ่มากจนเกินไป อีกทั้งยังมีดอกสวย และออกดอกได้ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มีอากาศหนาว จะมีความสวยงามและออกดอกได้มากขึ้น จึงนิยมนำใช้ปลูกเป็นไม้ประดับทั่วไปตามสวนสาธารณะ สถานที่ราชการ ริมถนน ริมสระน้ำ หรือตามอาคารบ้านเรือนต่างๆ อีกทั้งยังเป็นต้นไม้ประจำจังหวัดเชียงรายและยังถูกคัดเลือกให้เป็นพรรณไม้ประจำมหาวิทยาลัยถึง 2 แห่ง คือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี เรียกว่า “ปีบทอง” และมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เรียกว่า “กาซะลองคํา” ซึ่งสื่อความหมายถึงความรุดหน้า เรียบง่าย ความแข็งแรง และความร่มเย็น[4]
References
  1. หนังสือสมุนไพรพื้นบ้านล้านนา.  “กาซะลองคำ“.  (คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล).  หน้า 181.
  2. อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ, คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.  “กาสะลองคำ“.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.pharmacy.mahidol.ac.th/siri/.  [04 ก.พ. 2014].
  3. สำนักงานหอพรรณไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช, กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช.  “กาซะลองคำ“.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: web3.dnp.go.th/botany/.  [04 ก.พ. 2014].
  4. หนังสือพิมพ์มติชนบทเทคโนโลยีชาวบ้าน ฉบับที่ 543, วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2556.  “กาซะลองคำ พันธุ์ไม้พระราชทาน เพื่อปลูกเป็นมงคล จังหวัดเชียงราย“.  (ผศ. วรรณา กัลยาณะวงศ์ ณ อยุธยา).
  5. ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม.  “Radermachera ignea (Kurz) Steenis“.  อ้างอิงใน: หนังสือไม้ดอกไม้ประดับ หน้า 61, หนังสือสมุนไพรพื้นบ้านล้านนา หน้า 181.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.qsbg.org.  [04 ก.พ. 2014].
  6. โครงการเผยแพร่ข้อมูลทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นบนพื้นที่สูง, สถาบันวิจัยและพัฒนาที่สูง (องค์กรมหาชน).  “กาสะลองคํา“.  อ้างอิงใน: หนังสือชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย (เต็ม สมิตินันทน์).  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: eherb.hrdi.or.th.  [04 ก.พ. 2014].
  7. ศูนย์รวมข้อมูลสิ่งมีชีวิตในประเทศไทย, สำนักงานเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน).  “Radermachera ignea (Kurz) Steenis“.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.thaibiodiversity.org.  [04 ก.พ. 2014].
  8. ระบบจัดการฐานความรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ, สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้.  “กาสะลอง“.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: biodiversity.forest.go.th.  [04 ก.พ. 2014].

ภาพประกอบ : www.flickr.com (by SierraSunrise, Kukiat Tanteeratarm, Mistifarang – Primero UniCo de l’Escala!, Teo Siyang, kasajusaroj)

เรียบเรียงข้อมูลโดย ฟ ริ น น์ .com

advertisements

Disclaimer : บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้อ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โปรดอ่านเพิ่มเติมหน้านโยบายและเงื่อนไขการใช้งานเว็บไซต์