• icon-facebook
  • icon-twitter
  • icon-google
  • icon-linkedin

กุยช่าย สรรพคุณและประโยชน์ของกุยช่าย 47 ข้อ ! (ผักแป้น)

icon-calendar 2 ก.ย. 2013
icon-view 5,543 ครั้ง
กุยช่าย

advertisements

กุยช่าย

กุยช่าย ภาษาอังกฤษ Garlic chives, Leek, Chinese Chives, Oriental Garlic, Chinese Leek, Kow Choi (จีน) กุยช่าย ชื่อวิทยาศาสตร์ Allium tuberosum Rottl. ex Spreng จัดอยู่ในวงศ์ LILIACEAE หรือวงศ์ AMARYLLIDACEAE และอยู่ในวงศ์ย่อย ALLIOIDEAE (Alliaceae)  เช่นเดียวกับกระเทียม พลับพลึงขาว พลับพลึงแดง พลับพลึงตีนเป็ด ว่านสี่ทิศ หอมแดง และหอมใหญ่ มีชื่อเรียกอื่นๆ อีกเช่น ผักไม้กวาด (ภาคกลาง), ผักแป้น (ภาคอีสาน) เป็นต้น

กุยช่าย มีอยู่ด้วย 2 ประเภทด้วยกัน คือ กุยช่ายเขียว และกุยช่ายขาว ซึ่งลักษณะจะไม่แตกต่างกัน แต่จะแตกต่างในเรื่องของกระบวนการปลูกและการดูแลรักษา และในเอเชียตะวันออกแถบภูเขาหิมาลัย จีน อินเดีย ไต้หวัน และญี่ปุ่น จะมีปลูกกุยช่ายกันอยู่ 2 พันธุ์ นั่นก็คือ พันธุ์สีเขียวที่ปลูกทั่วๆไป และพันธุ์สีเขียวใบใหญ่สีขาวซึ่งเกิดจากการบังร่ม

ลักษณะของกุยช่าย

  • ต้นกุยช่าย จัดเป็นไม้ล้มลุกที่มีความสูงประมาณ 30-45 เซนติเมตร มีเหง้าเล็กและแตกกอ
ตุ้นกุยช่าย

ตุ้นกุยช่ายเขียว

ต้นกุยช่ายขาว

ต้นกุยช่ายขาว

  • ใบกุยช่าย ลักษณะของใบเป็นรูปขอบขนาน ใบแบน ยาวประมาณ 30-40 เซนติเมตร ที่โคนเป็นกาบบางซ้อนสลับกัน
ใบกุยช่าย

ใบกุยช่าย

  • ดอกกุยช่าย หรือ ดอกไม้กวาด ออกดอกเป็นช่อ ดอกมีสีขาว มีกลิ่นหอม ลักษณะช่อดอกเป็นแบบซี่ร่ม ก้านช่อดอกกลมตันยาวประมาณ 40-45 เซนติเมตร (ยาวกว่าใบ) ออกดอกในระดับเดียวกันที่ปลายของก้านช่อดอก ด้านดอกมีความเท่ากัน และมีใบประดับหุ้มช่อดอก เมื่อดอกเจริญขึ้นก็จะแตกออกเป็นริ้วสีขาว กลีบดอกมีสีขาว 6 กลีบ มีความยาวประมาณ 6 มิลลิเมตร โคนติดกัน ปลายแยก ที่กลางกลีบดอกด้านนอกมีสันหรือเส้นสีเขียวอ่อนๆ จากโคนกลีบไปหาปลาย เมื่อดอกบานจะกว้างประมาณ 1 เซนติเมตร มีเกสรตัวผู้ 6 อัน อยู่ตรงข้ามกับกลีบดอก และเกสรตัวเมียอีก 1 อัน รังไข่อยู่เหนือวงกลีบ
ดอกไม้กวาด

ดอกไม้กวาด

  • ผลกุยช่าย ลักษณะของผลเป็นผลกลม มีความกว้างและยาวประมาณ 4 มิลลิเมตร ภายในมีช่อง 3 ช่องและมีผนังตื้นๆ ผลเมื่อแก่จะแตกตามตะเข็ม ในผลมีเมล็ดช่องละ 1-2 เมล็ด
  • เมล็ดกุยช่าย มีลักษณะขรุขระมีสีน้ำตาลแบน
เมล็ดกุยช่าย

เมล็ดกุยช่าย

สรรพคุณของกุยช่าย

  1. ช่วยบำรุงกระดูก เนื่องจากใบกุยช่ายมีธาตุฟอสฟอรัสสูง (ใบ)
  2. สมุนไพรกุยช่าย ช่วยบำรุงกำหนัด กระตุ้นความรู้ทางเพศ แก้ปัญหาการหลั่งเร็วในเพศชาย ไร้สมรรถภาพทางเพศ เนื่องจากกลิ่นฉุนของน้ำมันหอมระเหยของกุยช่าย จะคล้ายกับกลิ่นของกระเทียม เพราะมีสารประกอบจำพวกกำมะถัน ซึ่งมักจะมีสรรพคุณช่วยในเรื่องเพศ (ใบ)
  3. น้ำมันหอมระเหยจากผักกุยช่ายมีสารอัลลิซิน (Alllicin) ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด (ใบ)
  4. ช่วยป้องกันมะเร็ง ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง (นิตยสารครัว) (ใบ)
  5. ช่วยลดระดับความดัน รักษาโรคความดันโลหิตสูง (นิตยสารครัว) (ใบ)
  6. สำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวานและวัณโรค ให้นำใบของต้นกุยช่ายมาต้มกับหอยน้ำจืด และรับประทานทุกวัน จะช่วยบรรเทาอาการของโรคได้ (ใบ)
  7. ช่วยรักษาโรคหูน้ำหนวก ด้วยการใช้น้ำที่คั้นได้จากใบสดนำมาทาในรูหู (ใบ)
  8. ใช้เป็นยาแก้หวัด (ใบ)
  9. ช่วยแก้เลือดกำเดาไหลได้เป็นอย่างดี (ราก)
  10. เมล็ดช่วยฆ่าแมลงกินฟัน ด้วยการใช้เมล็ดคั่วเกรียม นำมาบดให้ละเอียด แล้วผสมกับน้ำยางชุบสำลีใช้อุดฟันที่เป็นรูทิ้งไว้ 1-2 วัน จะช่วยฆ่าแมลงที่กินอยู่ในรูฟันให้ตายได้ (เมล็ด)
  11. ช่วยแก้อาเจียน ด้วยการใช้ต้นกุยช่ายนำมาคั้นเอาแต่น้ำผสมกับเกลือเล็กน้อย หรือจะผสมกับน้ำขิงสักเล็กน้อยอุ่นให้ร้อนแล้วนำมารับประทานก็ได้เช่นกัน (ราก,ใบ)
  12. รากสรรพคุณมีฤทธิ์ในการช่วยห้ามเหงื่อ (ราก)
  13. ช่วยรักษาอาการหวัด (ใบ)
  14. ช่วยแก้อาการแน่นหน้าอก (ราก)
  15. ช่วยแก้อาการท้องเสีย ด้วยการใช้ต้นกุยช่ายนำมาคั้นเอาแต่น้ำผสมกับเกลือเล็กน้อย แล้วนำมารับประทาน (ต้น)
  16. ช่วยแก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ ขบลมในกระเพาะ ด้วยการใช้ใบสดนำมาตำให้ละเอียดคั้นเอาแต่น้ำมาดื่ม (ใบ)
  17. ช่วยแก้อาการท้องผูก เนื่องจากกุยช่ายมีเส้นใยอาหารสูงมาก จึงช่วยกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัวได้เป็นอย่างดี (ใบ)
  18. ใบใช้ทาท้องเด็กช่วยแก้อาการท้องอืด (ใบ)
  19. เมล็ดใช้รับประทานช่วยขับพยาธิเส้นด้ายหรือพยาธิแซ่ม้าได้ (เมล็ด)
  20. ช่วยรักษาแผลริดสีดวงทวาร ช่วยทำให้ริดสีดวงหด ด้วยการใช้ใบสดล้างสะอาด ต้มกับน้ำร้อน แล้วนั่งเหนือภาชนะเพื่อให้ไอรมจนน้ำอุ่น หรือจะใช้น้ำที่ต้มล้างที่แผลวันละ 2 ครั้ง หรือจะใช้ใบนำมาหั่นเป็นฝอยคั่วให้ร้อนใช้ผ้าห่อมาประคบบริเวณที่เป็นจะช่วยทำให้หัวริดสีดวงหดเข้าไปได้ (ใบ)
  21. ต้นและใบสด สรรพคุณช่วยแก้โรคนิ่ว ด้วยการใช้ใบสดและต้น นำมาตำให้ละเอียดผสมกับสุราและใส่สารส้มเล็กน้อย แล้วกรองเอาแต่มาน้ำรับประทาน 1 ถ้วยชา (ต้น,ใบ)
  22. ช่วยแก้อาการปัสสาวะกะปริบกะปรอย ด้วยการใช้เมล็ดกุยช่ายแห้งนำมาต้มรับประทาน หรือจะทำเป็นยาเม็ดไว้รับประทานแก้อาการก็ได้เช่นกัน (เมล็ด)
  23. สรรพคุณ กุยช่ายช่วยแก้อาการปัสสาวะขัด (ขัดเบา) (ราก)
  24. เมล็ดใช้รับประทานร่วมกับสุราใช้เป็นยาขับโลหิตประจำเดือนที่เป็นลิ่มเป็นก้อนได้เป็นอย่างดี (เมล็ด)
  25. ช่วยแก้อาการตกขาวของสตรี ด้วยการใช้ต้นกุยช่าย น้ำตาลอ่อย ไข่ไก่ นำมาต้มรับประทาน (ต้น)
  26. ช่วยแก้โรคหนองในได้ดี ด้วยการใช้ใบสดและต้น นำมาตำให้ละเอียดผสมกับสุราและใส่สารส้มเล็กน้อย แล้วกรองเอาแต่มาน้ำรับประทาน 1 ถ้วยชา (ต้น,ใบ)
  27. กุยช่าย สรรพคุณช่วยบำรุงไต (ใบ)
  28. ใบกุยช่าย สรรพคุณช่วยแก้ลมพิษ (ใบ)กุยช่ายขาว
  29. ช่วยแก้พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย หรือแมงป่องกัด (ใบ)
  30. ช่วยแก้อาการห้อเลือดบริเวณท้อง ด้วยการรับประทานน้ำคั้นจากกุยช่าย (ใบ)
  31. ช่วยแก้อาการฟกช้ำ ดำเขียว ห้อเลือดและแก้ปวด ด้วยการใช้บดสดตำให้ละเอียด แล้วนำมาพอกบริเวณที่ฟกช้ำ หรือจะผสมกับดินสอพองในอัตราส่วน ใบกุยช่าย 3 ส่วน / ดินสอพอง 1 ส่วน นำมาบดผสมกันให้ละเอียดจนเป็นเนื้อเหนียวข้น แล้วนำมาทาบริเวณที่เป็นวันละ 2 ครั้งจนกว่าจะหาย (ใบ)
  32. ใบใช้ตำผสมกับเหล้าเล็กน้อยนำมารับประทานจะช่วยแก้อาการช้ำใน กระจายเลือดไม่ให้คั่งได้ (ใบ)
  33. ช่วยรักษาแผลที่หนองเรื้อรัง ด้วยการใช้ใบสดล้างสะอาดนะมาพอกบริเวณที่เป็นแผล (ใบ)
  34. เมล็ดใช้ทำเป็นยาฆ่าสัตว์ต่างๆ ให้ตายได้ ด้วยการนำเมล็ดไปเผาไฟเอาควันรมเข้าในรูหู (เมล็ด)
  35. ช่วยแก้แมลงหรือตัวเห็บ ตัวหมัดเข้าหู ด้วยการใช้น้ำคั้นจากกุยช่ายนำมาหยอดเข้าไปในรูหู จะช่วยทำให้แมลงหรือเห็บไต่ออกมาเอง (ใบ)
  36. ช่วยบำรุงน้ำนมและขับน้ำนมสำหรับสตรีหลังคลอดบุตร การที่แม่ลูกอ่อนรับประทานแกงเลียงใส่ผักกุยช่ายจะช่วยบำรุงน้ำนมแม่ได้เป็นอย่างดี (ต้น,ใบ)
  37. ต้นและใบมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อ (Antiseptic) และช่วยลดการอักเสบ (ต้น,ใบ)
  38. น้ำมันสกัดจากต้นกุยช่ายมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อ Flavobacterium columnaris ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ปลานิลตาย และเมื่อนำน้ำมันชนิดนี้ไปผสมกับอาหารเลี้ยงปลาก็จะช่วยลดการตายของปลานิลจากการติดเชื้อชนิดนี้ได้ (น้ำมันสกัดจากต้น)
  39. สำหรับสตรีที่กำลังตั้งครรภ์ แล้วมีอาการคลื่นไส้อาเจียน หรือเบื่ออาหาร ให้ใช้น้ำคั้นจากกุยช่าย 1/2 ถ้วย / น้ำขิง 1/2 ถ้วย นำมาผสมกันแล้วนำไปต้มจนเดือน เติมน้ำตาลตามใจชอบแล้วนำมาดื่ม (ใบ)
  40. สำหรับสตรีหลังคลอดบุตรใหม่ มักมีอาการหมดสติ สามารถแก้ด้วยการใช้ใบกุยช่ายสดนำมาสับละเอียดใส่ในเหล้าที่ต้มเดือดแล้วกรอกเข้าไปในปาก แต่ถ้ามีอาการวิงเวียนศีรษะก็ใช้ใบกุยช่ายสับละเอียดใส่ขวดเติมน้ำส้มสายชูร้อนๆ ลงไปแล้วนำมาใช้สูดดมแก้อาการวิงเวียนได้ (ใบ)

ข้อควรรู้ ! : ใบและรากของกุยช่าย จะมีสรรพคุณที่คล้ายๆกัน โดยในส่วนของใบจะมีฤทธิ์ช่วยกระจายห้อเลือด ด้วยการใช้ใบคั้นเป็นดื่ม แต่ในส่วนของรากจะออกฤทธิ์ในบริเวณขาได้ดีกว่า

advertisements

ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของกุยช่าย

  • น้ำคั้นจากต้นกุยช่ายที่เจริญเติบโตเต็มที่ เมื่อฉีดเข้าไปในเส้นเลือดของหนูทดลอง (ในปริมาณ 0.1-0.5 มิลลิกรัม / 10 กรัม) จะทำให้เกิดอาการเกร็งและเกิดอาการคลุ้มคลั่ง หลังจากนั้นก็สลบ และทำให้ผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีเขียวหรือสีน้ำเงินเนื่องจากขาดเลือดและออกซิเจน หลังจากนั้นครึ่งชั่วโมงหนูก็ตาย
  • เมื่อใช้กับกระต่าย จะทำให้ความดันโลหิตลดลงเล็กน้อย และในระยะแรกจะมีฤทธิ์ช่วยยับยั้งการเต้นของหัวใจ หลังจากนั้นจะมีฤทธิ์กระตุ้น หากใช้ในปริมาณมากจะทำให้หัวใจหยุดเต้นในช่วงที่หัวใจคลายตัว
  • มีฤทธิ์ช่วยขยายหลอดเลือดเพียงเล็กต่อขาหลังของกบและกระต่าย

ประโยชน์ของกุยช่าย

  1. ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกายผัดกุยช่าย
  2. ผักกุยช่าย มีฤทธิ์ร้อนช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกายได้ มันจึงเหมาะอย่างมากที่จะรับประทานในช่วงฤดูหนาวหรือฤดูฝนที่มีอากาศชื้น
  3. ช่วยบำรุงและรักษาสายตา เนื่องจากผักกุยช่ายมีวิตามินเอที่ช่วยในการมองเห็น
  4. ช่วยบำรุงกระดูก เนื่องจากต้นกุยช่ายมีแคลเซียมและฟอสฟอรัสสูง
  5. กุยช่ายมีธาตุเหล็กสูง ซึ่งช่วยในการสร้างเม็ดแดงหรือเกล็ดเลือดต่ำ รักษาภาวะเม็ดเลือดแดงต่ำ แก้อาการอ่อนเพลีย (พบได้บ่อยในผู้ป่วยผู้ป่วยไข้เลือดออก ผู้ป่วยมะเร็ง และผู้ป่วยที่อยู่ในระยะพักฟื้นหลังการเจ็บป่วย จากการผ่าตัดหรือคลอดบุตร) เม็ดเลือดแดงประกอบด้วยฮีโมโกลบิน ที่ทำหน้าที่ในการนำออกซิเจนจากปอดไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย และกำจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากร่างกาย
  6. ประโยชน์ของใบกุยช่าย ช่วยปรุงแต่งรสอาหารให้อร่อยมากยิ่งขึ้น
  7. กุยช่ายนิยมใช้รับประทานเป็นอาหาร ด้วยการใช้ดอกนำมาผัดกับตับหมู หรือจะใช้ใบสดรับประทานกับลาบ หรือผัดไทยก็ได้ นอกจากนี้ยังใช้ใบนำมาทำเป็นไส้ของขนมกุยช่ายอีกด้วยครับ

คุณค่าทางโภชนาการของต้นกุยช่าย ต่อ 100 กรัม

  • พลังงาน 28 กิโลแคลอรี่ดอกกุยช่าย
  • คาร์โบไฮเดรต 4.1 กรัม
  • เส้นใย 3.9 กรัม
  • ไขมัน 0.3 กรัม
  • เบต้าแคโรทีน 136.79 ไมโครกรีม
  • ธาตุแคลเซียม 98 มิลลิกรัม
  • ธาตุเหล็ก 1.5 มิลลิกรัม
  • ธาตุฟอสฟอรัส 46 มิลลิกรัม

คุณค่าทางโภชนาการของดอกกุยช่าย ต่อ 100 กรัม

  • พลังงาน 38 กิโลแคลอรี่ผักกุยช่าย
  • คาร์โบไฮเดรต 6.3 กรัม
  • เส้นใย 3.4 กรัม
  • ไขมัน 0.2 กรัม
  • เบต้าแคโรทีน 152.92 ไมโครกรัม
  • วิตามินซี 13 มิลลิกรัม
  • ธาตุแคลเซียม 31 มิลลิกรัม
  • ธาตุเหล็ก 1.6 มิลลิกรัม
  • ธาตุฟอสฟอรัส 62 มิลลิกรัม

ข้อควรระวังในการรับประทานกุยช่าย

  • การรับประทานกุยช่ายในปริมาณมากเกินไปอาจจะทำให้ธาตุในร่างกายร้อน และทำให้เป็นร้อนในใด
  • ไม่ควรรับประทานกุยช่ายหลังจากการดื่มเหล้า เพราะจะทำให้ธาตุในร่างกายร้อนเข้าไปอีก
  • สำหรับผู้ที่ระบบย่อยอาหารทำงานได้ไม่ค่อยดี ไม่ควรรับประทานกุยช่ายในปริมาณมาก เพราะกุยช่ายมีเส้นใยมากเกินไปทำให้ย่อยยาก ถ้ารับประทานมากเส้นใยจะกระตุ้นลำไส้ ทำให้ลำไส้เคลื่อนไหวมากขึ้นทำให้ท้องเสีย แนะนำว่าให้รับประทานในปริมาณที่เหมาะสมจะดีกว่า
  • ไม่ควรเลือกรับประทานกุยช่ายแก่ เพราะกุยช่ายยิ่งแก่มากเท่าไหร่ยิ่งมีปริมาณเส้นใยมากและเหนียวมาก ทำให้ยิ่งย่อยมากยิ่งขึ้น

แหล่งอ้างอิง : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), เว็บไซต์สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. การใช้สมุนไพรในการป้องกันและรักษาโรคในปลา. (พงศ์ศักดิ์ รัตนชัยกุลโสภณ และปาริชาติ พุ่มขจร.), ดร.อุรุวรรณ แย้มบริสุทธิ์ นักวิจัยทางด้านโภชนาการ สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล, เว็บไซต์หมอชาวบ้าน (วิทิต วัณนาวิบูล), นิตยสารครัว ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2544 หน้า 34

ภาพประกอบ : วิกิพีเดียสารานุกรมเสรี (EN), ครัวบ้านพิม (pim.in.th), เว็บไซต์ pantip.com (by Calamity), เว็บไซต์ banmuang.co.th (by กิตติภณ เรืองแสน)

เรียบเรียงข้อมูลโดย ฟรินน์ดอทคอม

advertisements

Disclaimer : บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้อ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โปรดอ่านเพิ่มเติมหน้านโยบายและเงื่อนไขการใช้งานเว็บไซต์