• icon-facebook
  • icon-twitter
  • icon-google
  • icon-linkedin

กุหลาบมอญ สรรพคุณและประโยชน์ของดอกกุหลาบมอญ 14 ข้อ ! (ดอกยี่สุ่น)

icon-calendar เผยแพร่: 5/02/2014 (แก้ไขล่าสุด: 25/06/2014)
icon-view 4,281 ครั้ง
กุหลาบมอญ

advertisements

กุหลาบมอญ

กุหลาบมอญ ชื่อสามัญ Damask Rose, Pink Damask Rose, Summer Damask Rose, Rose[1],[2],[3],[4],[5]

กุหลาบมอญ ชื่อวิทยาศาสตร์ Rosa damascena Mill. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Rosa damascena Miller var. trigintipetala (Dieck) Koehne, Rosa gallica L. var. damascene Voss, Rosa L. cv. Group Damascena[3]) จัดอยู่ในวงศ์ ROSACEAE[1],[2],[3],[4],[5]

สมุนไพรกุหลาบมอญ ยังมีชื่อเรียกตามท้องถิ่นอื่นๆ อีก เช่น ยี่สุ่น (ภาคกลาง), กุหลาบออน (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน) เป็นต้น[1],[2],[5]

ลักษณะของกุหลาบมอญ

  • ต้นกุหลาบมอญ หรือ ต้นยี่สุ่น เป็นกุหลาบพันธุ์พื้นเมืองของหงสาวดี (เมืองของชาวมอญในอดีต) โดยเป็นดอกไม้ที่ทรงโปรดของสมเด็จพระนเรศวน พระองค์ทรงนำกลับมาปลูกหลังจากเสร็จสงครามที่เมืองมอญ โดยจัดเป็นไม้พุ่ม ลำต้นตั้งตรง มีความสูงของต้นประมาณ 1-2 เมตร แตกกิ่งก้านตั้งแค่โคนต้น เปลือกต้นเรียบ มีหนามแหลมตามกิ่งและตามลำต้น ปกติมีหนามมากและมีความยาวไม่เท่ากัน มีลักษณะตรงถึงโค้งเล็กน้อย หนามอ่อนเป็นสีน้ำตาลแกมสีแดง ส่วนหนามแก่เป็นสีเทา ต้นกุหลาบมอญเป็นไม้ดอกกลางแจ้ง เจริญเติบโตได้ดีในที่โล่งกลางแข้งและในดินร่วนซุยที่มีธาตุอาหารเพียงพอและระบายน้ำได้ดี ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด การปักชำกิ่ง และวิธีการตอนกิ่งซึ่งเป็นที่นิยมที่สุด เนื่องจากออกรากได้ง่าย[1],[3],[4],[6],[7]

ต้นกุหลาบมอญ

ต้นยี่สุ่น

  • ใบกุหลาบมอญ ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ปลายใบคี่ ออกเรียงสลับกัน มีใบย่อยประมาณ 3-5 ใบ ลักษณะของใบย่อยเป็นรูปไข่ ปลายใบแหลม โคนใบมน ส่วนขอบใบเป็นจักแบบฟันเลื่อยตลอดทั้งขอบใบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2-4 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3-6 เซนติเมตร แผ่นใบด้านล่างมีขนไม่มีต่อม หูใบส่วนใหญ่ขอบเรียบ ปลายยื่นยาว ส่วนก้านใบมีขนสีน้ำตาลแดง[1],[3]

ใบกุหลาบมอญ

  • ดอกกุหลาบมอญ หรือ ดอกยี่สุ่น ออกดอกเป็นช่อแบบกระจะหรือช่อแบบกระจุกแตกแขนง มีประมาณ 3-10 ดอก หรืออาจมีมากกว่านี้ โดยจะออกดอกบริเวณปลายยอด ดอกย่อยเป็นสีชมพูและมีกลิ่นหอม มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางกว้างถึง 8 เซนติเมตร กลีบดอกมีลักษณะค่อนข้างกลมเรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ ปลายกลีบดอกมน หรือเป็นหยักตื้นๆ หรือเป็นคลื่น กลีบดอกโดยปกติแล้วจะมีประมาณ 20-30 กลีบ ถ้ากลีบไม่ปกติจะมีประมาณ 5-10 กลีบต่อดอก กลีบดอกมีตั้งแต่สีแดงจนถึงสีขาว แต่ส่วนใหญ่จะเป็นสีชมพูกุหลาบถึงแดง ดอกมีเกสรเพศผู้จำนวนมาก มีประมาณ 100-120 อัน ส่วนเกสรเพศเมียก็มีจำนวนมากเช่นกัน ก้านเกสรมีขน ส่วนกลีบเลี้ยงดอกเป็นสีเขียว มีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยม เป็นติ่งแหลมกว้าง ม้วนโค้งตอนดอกบาน และจะร่วงในเวลาต่อมา มีต่อม ส่วนฐานรองดอกมีลักษณะเป็นรูปถ้วย ด้านนอกมีต่อมขนอยู่เป็นจำนวนมากและด้านในมีขน ส่วนก้านช่อดอกยาวได้ถึง 7 เซนติเมตรและมีหนามเล็กๆ[1],[3]

ยี่สุ่น

ดอกกุหลาบมอญ

ดอกยี่สุ่น

  • ผลกุหลาบมอญ ลักษณะของผลเป็นรูปทรงกลม บ้างว่ารูปไข่ ยาวได้ถึง 2.5 เซนติเมตร ผลเป็นผลสดและเป็นผลกลุ่ม ผลเป็นสีแดงอ่อนถึงเข้ม ในผลมีเมล็ดสีออกน้ำตาลประมาณ 1-3 เมล็ด ลักษณะของเมล็ดเป็นรูปสามเหลี่ยมกลม ยาวประมาณ 0.3-0.5 เซนติเมตร[1],[3]

สรรพคุณของกุหลาบมอญ

  1. ตำรายาไทยใช้กลีบดอกมีรสสุขม ใช้เข้ายาหอมเป็นยาบำรุงหัวใจ (กลีบดอก,ดอกแห้ง)[1],[2],[3],[5]
  2. ดอกแห้งมีสรรพคุณช่วยแก้อาการอ่อนเพลีย (ดอกแห้ง)[3],[5]
  3. น้ำดอกไม้เทศที่มีส่วนผสมของกุหลาบมอญ มีสรรพคุณช่วยแก้อาการอ่อนเพลียและกระวนกระวาย[1],[2]
  4. กลีบดอกมีสรรพคุณช่วยขับน้ำดี (กลีบดอก)[1],[2]
  5. ดอกแห้งใช้เป็นยาระบายอ่อนๆ (ดอกแห้ง)[1],[3],[5]

ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของกุหลาบมอญ

  • กุหลาบมอญมีฤทธิ์ในการคลายกล้ามเนื้อเรียบ[3]
  • มีฤทธิ์กดการทำงานของกล้ามเนื้อลาย[3]
  • น้ำมันกุหลาบมอญเป็นสารที่มีความปลอดภัยในการใช้ โดยมีค่าทำให้สัตว์ทดลองครึ่งหนึ่ง (LD50) เมื่อให้ยาทางปากกับหนูขาว และให้ยาทาโดยการทาผิวหนังของกระต่าย มากกว่า 5 กรัมต่อกิโลกรัม[3]

ประโยชน์ของกุหลาบมอญ

  1. ที่เห็นกันอยู่ทั่วไปก็คือ การดอกนำมาใช้ในการร้อยพวงมาลัย ใช้ในการร้อยพวงอุบะดอกไม้ในงานมงคลหรือในงานพิธีต่างๆ โดยนำมากลีบมาร้อยเป็นพวง[7]
  2. กลีบดอกสามารถนำมาไปชุบแป้งทอด ใช้รับประทานเป็นผักร่วมกับน้ำพริกได้ หรือใช้ทำเป็น “ยำดอกกุหลาบ[6],[7]
  3. สำหรับการใช้ในงานด้านอาหาร เช่น การนำมาแต่งหน้าขนมตะโก้ หรือนำมาใช้รอยบนท่อนอ่อยควั่น เพิ่มเพิ่มความสวยงามให้กับอาหารให้ดูน่ารับประทานยิ่งขึ้น[7]
  4. กลีบดอกใช้ทำเป็นชากุหลาบ ด้วยการใช้กลีบกุหลาบที่ตากแห้งแล้วนำมาชงในน้ำเดือด ก็จะได้ชากุหลาบสีสดสวยงาม โดยมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงหัวใจ แก้อาการอ่อนเพลีย และมีฤทธิ์เป็นยาระบายแบบอ่อนๆ หากมีรสฝาดก็ให้เติมมะนาวหรือเกลือ[7]
  5. กลีบดอกสดของกุหลาบมอญมีน้ำมันหอมระเหย ที่สามารถนำมาใช้ในการแต่งกลิ่นเครื่องสำอาง แต่งกลิ่นยา แต่งกลิ่นอาหารและน้ำเชื่อมของขนมไทย[1],[2],[3],[4],[5]
  6. กลีบดอกนอกจากจะนำมาสกัดน้ำมันหอมระเหยแล้ว ยังนำมาทำดอกไม้ประดิษฐ์และบุหงาได้อีกด้วย[4]
  7. น้ำมันกุหลายมอญ ใช้เป็นหัวน้ำหอมได้[3]
  8. น้ำกุหลาบใช้เป็นส่วนผสมของน้ำดอกไม้เทศ (หัวน้ำหอมที่ทำจากดอกกุหลาบชนิดหนึ่ง)[1],[2]
  9. ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ เนื่องจากกุหลาบมอญเป็นไม้ดอกที่มีดอกสวยงามและมีกลิ่นหอมแรงมาก ดอกบานได้หลายวัน ออกดอกได้ตลอดทั้งปี อีกทั้งยังเป็นกุหลาพันธุ์ที่สามารถปลูกได้ง่าย การดูแลรักษาก็ไม่ยาก[4],[7]
References
  1. หนังสือสมุนไพรไทย เล่ม 1.  “กุหลาบมอญ (Ku Hlap Mon)“.  (ดร.นิจศิริ เรืองรังษี, ธวัชชัย มังคละคุปต์).  หน้า 53.
  2. หนังสือสมุนไพรสวนสิรีรุกขชาติ.  “กุหลาบมอญ“.  (คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล).  หน้า 181.
  3. ฐานข้อมูลน้ำมันหอมระเหยไทย, สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.).  “กุหลาบมอญ“.  อ้างอิงใน: หนังสืออุทยานสมุนไพรพุทธมณฑล, หน้า 21, สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย, กระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและพลังงาน.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.tistr.or.th/essentialoils/.  [04 ก.พ. 2014].
  4. คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์.  “กุหลาบมอญ“.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.natres.psu.ac.th.  [04 ก.พ. 2014].
  5. สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี.  “กุหลาบมอญ“.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.rspg.or.th.  [04 ก.พ. 2014].
  6. ผักพื้นบ้านในประเทศไทย กรมส่งเสริมการเกษตร.  “กุหลาบมอญ“.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: ftp://smc.ssk.ac.th/intranet/Research_AntioxidativeThaiVegetable/.  [04 ก.พ. 2014].
  7. หนังสือพิมพ์มติชนบทเทคโนโลยีชาวบ้าน ฉบับที่ 484, วันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2553.  “กุหลาบมอญ กุหลาบในตำนาน“.  (องอาจ ตัณฑวณิช).

ภาพประกอบ : www.flickr.com (by Peter Karlsson, jacraghead, Ahmad Fuad Morad, Roscoea, agromonitor, ing123)

เรียบเรียงข้อมูลโดย ฟ ริ น น์ .com

advertisements

Disclaimer : บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้อ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โปรดอ่านเพิ่มเติมหน้านโยบายและเงื่อนไขการใช้งานเว็บไซต์