• icon-facebook
  • icon-twitter
  • icon-google
  • icon-linkedin

ชุมเห็ดเทศ สรรพคุณและประโยชน์ของต้นชุมเห็ดเทศ 46 ข้อ !

icon-calendar เผยแพร่: 14/03/2014 (แก้ไขล่าสุด: 25/06/2014)
icon-view 4,376 ครั้ง
ชุมเห็ดเทศ

advertisements

ชุมเห็ดเทศ

ชุมเห็ดเทศ ชื่อสามัญ Acapulo, Candelabra bush, Candle bush, Candlestick senna, Christmas candle, Empress candle plant, Impetigo bush, Ringworm bush, Ringworm senna, Ringworm shru, Seven Golden Candlestick[1],[2],[4],[6],[7],[8],[11]

ชุมเห็ดเทศ ชื่อวิทยาศาสตร์ Senna alata (L.) Roxb. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Cassia alata Linn., Cassia alata ( L.) Roxb., Cassia bracteata L.f., Herpetica alata (L.) Raf.) จัดอยู่ในวงศ์ LEGUMINOSAE (FABACEAE) และอยู่ในวงศ์ย่อย CAESALPINIACEAE (CAESALPINIOIDEAE) เช่นเดียวกับชุมเห็ดไทย[1],[2],[4],[6],[7],[8],[11]

สมุนไพรชุมเห็ดเทศ ยังมีชื่อท้องถิ่นอื่นๆ อีกว่า ส้มเห็ด (เชียงราย), จุมเห็ด (มหาสารคาม), ขี้คาก ลับมืนหลวง[1] ลับหมื่นหลวง[3] ลับมืนหลาว[4] หญ้าเล็บมือหลวง หมากกะลิงเทศ (ภาคเหนือ), ชุมเห็ด ชุมเห็ดใหญ่ ชุมเห็ดเทศ (ภาคกลาง), ตะสีพอ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), ตุ๊ยเฮียะเต่า ฮุยจิวบักทง (จีน), ตุ้ยเย่โต้ว (จีนกลาง) เป็นต้น[1],[3],[4],[5],[9]

ลักษณะของชุมเห็ดเทศ

  • ต้นชุมเห็ดเทศ จัดเป็นไม้พุ่มขนาดกลาง ความสูงของต้นประมาณ 2-3 เมตร ลำต้นแตกกิ่งก้านเป็นแนวขนานกับพื้นดิน กิ่งจะแผ่ออกทางด้านข้าง มีขนสั้นนุ่ม เปลือกลำต้นเรียบเป็นสีน้ำตาล ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด ชอบขึ้นตามที่ชุ่มชื้น ไม่ชอบที่ร่ม สามารถขึ้นได้ในดินทุกชนิด พรรณไม้ชนิดนี้ไม่ต้องการความเอาใจใส่ ปลูกแล้วปล่อยทิ้งไว้ให้โตขึ้นเองได้ พบขึ้นได้ทั่วไปในประเทศไทย ทั้งบนที่ราบหรือบนภูเขาสูงจนถึง 1,500 เมตร[4],[5]

ต้นชุมเห็ดเทศ

รูปต้นชุมเห็ดเทศ

  • ใบชุมเห็ดเทศ ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคู่ ออกเรียงสลับกัน มีใบย่อยประมาณ 8-20 คู่ ลักษณะของใบย่อยเป็นรูปขอบขนานแกมรูปรี ปลายใบโค้งมนหรือหยัก โคนใบมนเว้าเข้าหากันเล็กน้อย โคนใบทั้งสองด้านไม่เท่ากัน ส่วนขอบใบเรียบเป็นสีแดง ใบย่อยมีขนาดกว้างประมาณ 5-7 เซนติเมตร และยาวประมาณ 5-15 เซนติเมตร เนื้อใบค่อนข้างหนา หยาบและเหนียว แก่นกลางใบหนา ก้านใบรวมยาวประมาณ 30-60 เซนติเมตร ส่วนก้านใบประกอบยาวประมาณ 2 เซนติเมตร มีหูใบลักษณะเป็นรูปติ่งหู สามเหลี่ยม ยาวประมาณ 6-8 มิลลิเมตร ติดทน[3],[5] เมื่อนำมาใบอบให้แห้งแล้วจะเป็นสีน้ำตาลอมเขียวถึงสีน้ำตาล ส่วนผงที่ได้เป็นสีน้ำตาลอมเขียว มีกลิ่นอ่อนๆ รสเบื่อเอียนและขมเล็กน้อย[6]

ใบชุมเห็ดเทศ

  • ดอกชุมเห็ดเทศ ออกดอกเป็นช่อใหญ่ตั้ง โดยะจออกตามซอกใบและตามปลายกิ่ง ช่อดอกเป็นแบบช่อกระจะ แคบๆ ยาวประมาณ 20-50 เซนติเมตร ดอกเป็นสีเหลืองทอง มีกลีบดอก 5 กลีบ กลีบดอกมีลักษณะเป็นรูปไข่เกือบกลมหรือเป็นรูปช้อน ยาวประมาณ 2 เซนติเมตร มีก้านกลีบสั้น ดอกมีเกสรเพศผู้ประมาณ 9-10 อัน โดยมีเกสรอันยาว 2 อัน (ก้านเกสรหนา ยาวประมาณ 4 มิลลิเมตร อับเรณูยาวประมาณ 1.2-1.3 เซนติเมตร) เกสรอันสั้น 4 อัน (ก้านเกสรจะยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร อับเรณูยาวประมาณ 4-5 มิลลิเมตร) และเกสรเพศผู้ที่ลดรูปอีก 4 อัน อับเรณูเปิดที่ปลาย รังไข่เกลี้ยง มีออวุลจำนวนมาก ยอดเกสรมีขนาดเล็ก มีใบประดับเป็นสีน้ำตาลแกมสีเหลือง หุ้มดอกที่ยังไม่บาน ใบประดับมีลักษณะเป็นรูปรี ยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตร หลุดร่วงได้ง่าย ก้านดอกสั้น ยาวประมาณ 2-4 มิลลิเมตร ดอกมีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ เรียงซ้อนเหลื่อมในตาดอก ลักษณะเป็นรูปขอบขนาน มีความยาวไม่เท่ากัน โดยจะยาวประมาณ 1-2 เซนติเมตร[4],[5]

รูปชุมเห็ดเทศ

ดอกชุมเห็ดเทศ

  • ผลชุมเห็ดเทศ ผลมีลักษณะเป็นฝักรูปแถบ ยาว แบน และเกลี้ยงไม่มีขน ฝักมีขนาดยาวประมาณ 10-20 เซนติเมตร และกว้างประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร มีสันหรือปีกกว้าง 4 ปีก ปีกกว้างประมาณ 5 มิลลิเมตร ตามความยาวของฝัก ฝักมีผนังกั้น ฝักเมื่อแก่จะเป็นสีดำและแตกตามยาว ภายในฝักมีเมล็ดประมาณ 50-60 เมล็ด ลักษณะของเมล็ดรูปสามเหลี่ยมสีดำ มีผิวขรุขระ เมล็ดมีขนาดกว้างประมาณ 5-8 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 7-10 มิลลิเมตร[4],[5]

ผลชุมเห็ดเทศ

ฝักชุมเห็ดเทศ

สรรพคุณของชุมเห็ดเทศ

  1. รากชุมเห็ดเทศใช้ผสมยาบำรุงธาตุ (ราก)[4]
  2. ใช้ใบชาชุมเห็ดเทศนำมาชงกับน้ำดื่มเป็นยาบำรุงหัวใจ (ใบ)[12]
  3. ช่วยทำให้เจริญอาหาร (ราก)[4]
  4. หากดื่มยาชงจากชุมเห็ดเทศเป็นประจำจะช่วยลดไขมันในเส้นเลือดได้ (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)[12]
  5. ชาชุมเห็ดเทศใช้ชงกับน้ำดื่ม สามารถช่วยลดความดันโลหิตได้ (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)[12]
  6. ช่วยแก้อาการนอนไม่หลับ (เมล็ด)[1],[5]
  7. ช่วยแก้เส้นประสาทอักเสบ (ใบ)[4],[6]
  8. ช่วยทำให้หัวใจเต้นเป็นปกติ (ใบ,ราก,ต้น)[4],[6]
  9. เมล็ดมีสรรพคุณช่วยแก้ตานซาง ถ่ายพิษตานซาง ด้วยการใช้เมล็ดแห้งประมาณ 3-5 กรัม นำมาบดเป็นผงผสมกับน้ำผึ้งรับประทานตอนท้องว่าง (เมล็ด[1],[3],[5], ทั้งต้น[4])
  10. ช่วยรักษาโรคตาเหลือง (ราก)[4]
  11. ช่วยแก้เบาหวาน ด้วยการดื่มชาชงจากชุมเห็ดเทศต่างน้ำ หรือดื่มวันละ 3 เวลาก่อนอาหาร เป็นระยะเวลา 3 สัปดาห์ จะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ เมื่อลดเป็นปกติดีแล้วก็ให้ต้มใบยอดื่มอีก 3 สัปดาห์ ก็จะหายขาดจากโรคเบาหวาน (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)[12]
  12. ช่วยแก้ดีซ่าน (ทั้งต้น)[4]
  13. ช่วยแก้กษัยเส้น (ใบ,ราก,ต้น)[4],[6]
  14. ใบและดอกนำมาต้มกับน้ำรับประทานเป็นยาแก้หืด (ใบและดอก)[1],[5]
  15. รากและทั้งต้นมีสรรพคุณช่วยถ่ายเสมหะ (ราก,ทั้งต้น)[4]
  16. ใบมีกลิ่นฉุน นำมาต้มกับน้ำ ใช้เป็นยาอมบ้วนปาก (ใบ)[4],[6]
  17. ใบและดอกนำมาต้มกับน้ำรับประทาน เป็นยาขับเสมหะในรายที่หลอดลมอักเสบ (ใบและดอก)[1],[5]
  18. ช่วยแก้อาการท้องขึ้น (อาการท้องอืดท้องเฟ้อ เพราะลมในกระเพาะอาหารเฟ้อขึ้น) (เมล็ด)[1],[5
  19. ตำรายาไทยใช้ใบและดอกเป็นยาถ่าย ยาระบาย ช่วยแก้อาการท้องผูก ช่วยกระตุ้นทำให้ลำไส้ใหญ่บีบตัวได้ดีขึ้น (ใบอ่อนจะมีฤทธิ์มากกว่าใบแก่ และหากไม่นำใบมาคั่วเสียก่อนจะเกิดผลข้างเคียงได้ คือ อาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียน เมื่อคั่วจนร้อนแล้วจะทำให้สารที่ฤทธิ์ที่ทำให้มีอาการอาเจียนสลายไปได้) (ใบ,ดอก)[1],[2],[3],[4],[5],[6],[7],[11]
    • โดยใช้ใบสดหรือแห้งครั้งละ 12 ใบ นำมาต้มกับน้ำพอสมควร ใช้ดื่มครั้งเดียวก่อนอาหารตอนเช้ามืดหรือช่วงก่อนนอน
    • ใช้ใบนำมาชงกับน้ำเดือด 120 มิลลิลิตร เป็นเวลา 10 นาที แล้วดื่มก่อนเข้านอน
    • ใช้ใบสด 12 ใบ ล้างน้ำให้สะอาด นำมาหั่นหั่นตากแห้ง หรือปิ้งกับไฟให้เหลือง ก่อนนำมาต้มหรือชงกับน้ำดื่ม ครั้งละ 1 ถ้วยแก้ว เติมเกลือเล็กน้อย แล้วดื่มครั้งเดียวให้หมด
    • ใช้ใบแห้งบดเป็นผงปั้นทำเป็นยาลูกกลอนขนาดเท่าปลายนิ้วก้อยรับประทานครั้งละ 3 เม็ด ก่อนนอนหรือเมื่อมีอาการท้องผูก
    • ใช้ดอกสด 1 ช่อ นำมาต้มกับน้ำกิน หรือจะใช้ช่อดอกประมาณ 1-3 ช่อ (แล้วแต่ธาตุหนักธาตุเบาของแต่ละคน) นำมาต้มหรือลวกรับประทานเป็นผักจิ้ม
    • ส่วนยาชงจากใบที่บรรจุในซองในขนาด 3 กรัมต่อซ่อง ให้ใช้ครั้งละ 1-2 ซอง นำมาชงกับน้ำเดือน 120 มิลลิลิตรต่อซอง นาน 10 นาที ใช้ดื่มวันละ 1 ครั้ง ก่อนนอน
    • ใช้เมล็ดนำมาคั่วให้เหลืองใช้ชงกับน้ำดื่มเป็นชา มีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ
    • นอกจากนี้ผลและรากก็มีสรรพคุณเป็นยาระบายเช่นกัน (ผล,ราก)[1],[4],[5] เมล็ด ราก ต้น และใบมีสรรพคุณเป็นยารักษาอาการท้องผูก (เมล็ด,ราก,ต้น,ใบ)[4],[9
  20. ช่วยสมานธาตุ รักษากระเพาะปัสสาวะอักเสบ (ใบ)[4],[6]
  21. เมล็ดมีกลิ่นเหม็นเบื่อ รสเอียนเล็กน้อย ใช้เป็นยาขับพยาธิในลำไส้ ด้วยการใช้เมล็ดประมาณ 3-5 กรัม นำมาบดเป็นผงผสมกับน้ำผึ้งรับประทานตอนท้องว่าง (เมล็ด[1],[3],[4],[5], ต้น[4], ทั้งต้น[4]) ส่วนผลหรือฝักมีรสเอียนเบื่อ ใช้เป็นยาแก้พยาธิ ขับพยาธิตัวตืด พยาธิไส้เดือน (ผล)[1],[4],[5] ใช้ใบสดประมาณ 1 กำมือ (ประมาณ 20 กรัม) นำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาขับพยาธิตัวตืด หรือจะใช้น้ำคั้นจากใบผสมกับน้ำปูนใสเป็นยาขับพยาธิเช่นกัน (ใบ)[5],[6],[9] ใช้ทั้งต้นอ่อนนำมาต้มกับน้ำกินเป็นยาขับพยาธิไส้เดือน หรือจะใช้น้ำคั้นจากทั้งต้นผสมกับกรดมะนาว (Citric acid) ใช้กินเป็นยาขับพยาธิไส้เดือน (ทั้งต้นอ่อน)[9]
  22. ต้น ราก และใบ นำมาต้มกับน้ำใช้กินแทนน้ำชาเป็นยาขับปัสสาวะ (ใบ,ราก,ต้น)[4],[6],[9] แก้ปัสสาวะเหลือง (ราก)[4]
  23. ช่วยรักษาโรคเริม (ใบ)[9]
  24. ใบใช้เป็นยาแก้สังคัง ด้วยการใช้ใบสด 4-5 ใบ นำมาตำรวมกับกระเทียม 4-5 กลีบ เติมปูนแดงเล็กน้อย แล้วนำมาใช้ทา หรือจะใช้ใบชุมเห็ดเทศ 3 ใบ หัวกระเทียม 3 หัว และเกลือตัวผู้ 3 เม็ด นำมาตำให้ละเอียด แล้วใช้ทาบริเวณที่เป็น (ใบ)[12]
  25. ช่วยรักษาริดสีดวงทวาร (ทั้งต้น)[4]
  26. รากใช้ต้มกินเป็นยารักษาตกมูกเลือด (ราก)[4]
  27. ยาต้มหรือยาชงจากใบชุมเห็ดไทย ยาต้มเข้มข้นมีสรรพคุณช่วยเร่งคลอด หรือทำให้แท้ง (ใบ)[9]
  28. เปลือกและเนื้อไม้ มีสรรพคุณช่วยขับน้ำเหลืองเสีย (เปลือกและเนื้อไม้)[9]
  29. ใบใช้ผสมกับน้ำปูนใส หรือน้ำมัน หรือเกลือ ใช้คำพอกจากการถูกแมลงสัตว์กัดต่อย (ใบ)[4],[6]
  30. เด็กชาวแอฟริกาที่ผิวหนังเป็นแผลจะใช้ใบนำมาตำผสมกับน้ำอาบและบางครั้งก็ใช้อาบเด็กแรกเกิด (ใบ)[9]
  31. ใบใช้เป็นยารักษาโรคผิวหนังต่างๆ รักษากลากเกลื้อน ผดผื่นคัน ผิวหนังอักเสบเป็นผื่นคัน หรือมีอาการคันบริเวณหนังศีรษะ โดยมีวิธีใช้อยู่หลายวิธีด้วยกัน เช่น (ใบ)[1],[2],[3],[4],[5],[6],[7],[8],[11]
    • ให้นำใบมาต้มกับน้ำ แล้วใช้น้ำที่ต้มได้มาล้างผิวหนังบริเวณที่เป็น
    • ใช้ใบสดนำมาตำให้ละเอียดหรือขยี้ใช้ถูทาบริเวณที่เป็นนานๆ และบ่อยๆ
    • ใช้ใบประมาณ 3-4 ใบ นำมาตำให้ละเอียดเติมน้ำมะนาวเล็กน้อย แล้วนำมาใช้ทาวันละ 2-3 ครั้ง
    • ใช้ใบสดประมาณ 4-5 ใบ นำมาตำรวมกับกระเทียม 4-5 กลีบ แล้วเติมปูนแดงเล็กน้อย ตำผสมกันนำมาทาบริเวณที่เป็นกลากหรือโรคผิวหนัง (ให้ขูดผิวบริเวณที่เป็นด้วยไม้ไผ่ที่ฆ่าเชื้อแล้วให้แดงก่อนทายา) โดยใช้ทาวันละ 3-4 ครั้ง จนกว่าจะหาย และเมื่อหายแล้วก็ให้ทาต่อไปอีก 1 สัปดาห์
    • ใช้ใบสดมาตำแช่กับเหล้า แล้วเอาส่วนของเหล้านำมาทาบริเวณที่เป็นวันละ 2-3 ครั้ง จนกว่าจะหาย พบว่าได้ผลดีนัก แต่จะใช้ไม่ได้ผลกับผู้ป่วยที่ติดเชื้อราที่ผมและเล็บ
    • ใช้ใบผสมกับน้ำปูนใส หรือน้ำมัน หรือเกลือ ใช้ตำพอกรักษากลาก หรือโรคผิวหนัง
    • ส่วนอีกวิธีให้นำใบมาตำหรือคั้นเอาแต่น้ำผสมกับน้ำปูนใสทาหรือผสมกับวาสลิน ทำเป็นยาขี้ผึ้งทา
    • หรือจะใช้ครีมสารสกัดจากใบชุมเห็ดเทศ 95% ด้วยเอทานอล ความเข้มข้น 20% นำมาทาวันละ 2-3 ครั้ง หลังอาบน้ำเช้าและเย็น ติดต่อกันทุกวันเป็นเวลา 2-4 สัปดาห์
    • นอกจากนี้ในส่วนของผลหรือฝัก เมล็ด ราก ต้น และทั้งต้นก็มีสรรพคุณเป็นยารักษาโรคผิวหนัง กลากเกลื้อนด้วยเช่นกัน (ผล,เมล็ด,ราก,ต้น,ทั้งต้น)[4]
  32. ต้นใช้เป็นยารักษาคุดทะราด (ต้น)[4]
  33. ใบและรากใช้ฆ่าพยาธิตามผิวหนัง (ใบ,ราก)[4]
  34. ทั้งต้นมีสรรพคุณเป็นยาแก้ฝี (ทั้งต้น)[4]
  35. ใบชุมเห็ดไทยใช้ตำพอกเพื่อเร่งให้หัวฝีออกเร็วขึ้นได้ (ใบ)[4],[6]
  36. ช่วยรักษาฝี แผลพุพอง ด้วยการใช้ใบรวมก้านสด 1 กำมือ นำมาต้มกับน้ำพอท่วม แล้วเคี่ยวให้เหลือ 1 ใน 3 นำมาใช้ชะล้างฝีที่แตกแล้วหรือแผลพุพอง วันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น แต่ถ้าบริเวณที่เป็นกว้างมากก็ให้ใช้ใบประมาณ 10-12 กำมือ นำมาต้มกับน้ำอาบเช้าเย็นจนกว่าจะหาย (ใบ)[6],[7]
  37. รากมีสรรพคุณเป็นยารักษาหิดและสิวได้ (ราก)[4]
  38. ชาวศรีลังกาและอินเดีย ใช้เป็นยาแก้งูกัด (ทั้งต้นอ่อน)[9]
  39. ช่วยแก้อาการฟกบวม (ทั้งต้น)[4]
  40. ดอก ใช้ 1 ช่อ นำมาต้มกับน้ำกินจะช่วยทำให้ผิวหนังดีมีสีมีใย (ดอก)[4]
advertisements

ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของชุมเห็ดเทศ

  • สารที่พบในชุมเห็ดเทศ คือสารจำพวก Hydroxyanthracene derivatives เช่น aloe-emodin, chrysophanol, chrysophanic acid, emodin, flavonoids, glycoside, kaempferol, isochrysophanol, physcion glycoside, terpenoids, sennoside, sitosterols, lectin, rhein[3],[7] โดยสารในกลุ่มแทนนิน ฟลาโวนอยด์ อย่างเช่น kaemferol มีฤทธิ์เป็นยาฝาดสมาน อีกทั้งยังมีสารแอนทราควิโนนที่มีฤทธิ์เป็นยาระบาย จึงมีฤทธิ์รวมเป็นยาระบายที่มีสรรพคุณสมานธาตุไปด้วยในตัว[6]
  • สารสกัดด้วยน้ำมีผลเพิ่มการบีบตัวของลำไส้ของหนูถีบจักร และหากให้ในขนาดเทียบเท่าผงใบ 5-20 กรัมต่อกิโลกรัม มีผลทำให้หนูทุกตัวถ่ายเหลว[11]
  • จากการทดลองให้หนูกินสารสกัดจากใบชุมเห็ดเทศด้วยสารสกัดน้ำร้อนขนาด 500 มิลลิกรัม ต่อกิโลกรัม พบว่ามีฤทธิ์เป็นยาระบาย และยังมีการทดลองด้วยการฉีดสารสกัดจากชุมเห็ดเทศด้วยน้ำร้อน ในขนาด 800 มิลลิกรัม ต่อกิโลกรัม พบว่าให้ผลเช่นเดียวกัน[8]
  • ได้มีการทดลองเปรียบเทียบผลของใบชุมเห็ดเทศ โดยนำยาชงถุงละ 3-4 กรัม มาชงน้ำเดือด 120 ซี.ซี. ทิ้งไว้ 10 นาที โดยทำการเปรียบเทียบระหว่าง placebo จำนวน 23 ราย, Mist alba จำนวน 7 ราย และชุมเห็ดเทศอีก 12 ราย พบว่าใบชุมเห็ดเทศให้ผลดีกว่า placebo และให้ผลเท่ากับมิสท์ แอลบา (Mist alba) และอาจมีอาการท้องเสียร่วมด้วย แต่ผู้ป่วยพอใจผลของใบชุมเห็ดเทศมากกว่า Mist alba[8],[11]
  • สารสกัดน้ำจากใบ เมื่อนำมาทดสอบกับเชื้อ E. coli ที่เป็นสาเหตุให้ลูกหมูท้องเสีย ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อ พบว่าสามารถช่วยยับยั้งเชื้อดังกล่าวได้ ที่ระดับความเข้มข้นมากกว่า 21.8 มก./มล.[8]
  • ชุมเห็ดเทศมีฤทธิ์ระคายเคืองต่อกระเพาะอาหารเล็กน้อย มีฤทธิ์กดการทำงานของประสาทส่วนกลาง ไม่มีฤทธิ์ต่อกล้ามเนื้อลาย ช่วยกระตุ้นการหลั่งของปัสสาวะ[4],[6]
  • สาร Glycoside ที่สกัดได้จากใบชุมเห็ดไทยมีฤทธิ์ในการกระตุ้นกล้ามเนื้อหัวใจ ทำให้การบีบตัวของหัวใจแรงขึ้น แต่ไม่เปลี่ยนอัตราการเต้นของหัวใจ แต่หากใช้สารนี้ฉีดเพิ่มขึ้นอีก พบว่าจะทำให้หัวใจเต้นช้ามากๆ และอาจเกิดอาการหัวใจหยุดเต้นในท่าบีบตัว (Systolic Arrest)[3],[4] และสาร Glycoside ยังมีฤทธิ์กระตุ้นกล้ามเนื้อเรียบในลำไส้อีกด้วย[8]
  • สารสกัดจากใบชุมเห็ดเทศมีฤทธิ์ในการกระตุ้นกล้ามเนื้อเรียบในลำไส้ หลอดลม หลอดเลือด กระเพาะอาหาร กระเพาะปัสสาวะและมดลูก โดยมีผลทำให้มีการบีบตัวแรงขึ้น แต่ทำให้หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจขยายตัว[4]
  • ส่วนต่างๆ ของชุมเห็ดเทศ เช่น ฝัก ใบ และดอก มีสารในกลุ่มจำพวกแอนทราควิโนน เช่น aloe-emodin, emodin และ rhein มีฤทธิ์เป็นยาระบายและฆ่าเชื้อโรคได้ โดยไปกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก ช่วยระบาย[2],[3],[4],[6]
  • สารสกัดจากใบชุมเห็ดเทศมีฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญเติบโตขอเนื้องอก (Sarcoma) ในหนูเล็ก โดยการฉีดสารเข้าที่ขา ก็จะมีอาการระคายเคืองบริเวณที่ฉีดเข้าไป[3],[4]
  • สารสกัดจากแอลกอฮอล์และครีมที่มีความเข้มข้น 20% สามารถใช้รักษากลากเกลื้อนให้หายได้ 100% แต่ไม่สามารถใช้รักษาเชื้อราที่เล็บและที่บริเวณหนังศีรษะได้ นอกจากนี้ยังได้มีการศึกษาในผู้ที่เป็นโรคเกลื้อน ชนิด (Pityraisis versicolor) ที่มีสาเหตุมาจากเชื้อรา Malassezia furfur จำนวน 200 คน ทั้งเพศชายและหญิง (อายุ 16-60 ปี) เมื่อใช้สารสกัดน้ำใบชุมเห็ดเทศ ความเข้มข้น 80% ทาบริเวณหน้า ความเข้มข้น 90% ทาบริเวณคอและมือ ความเข้มข้น 100% ทาบริเวณแขนและขา โดยให้ทาในช่วง 2 ชั่วโมงก่อนเข้านอนวันละ 1 ครั้ง และล้างออกในตอนเช้าโดยไม่ต้องฟอกสบู่ พบว่าภายใน 2-3 สัปดาห์ บริเวณที่เป็นผื่นจะค่อยๆ ดีขึ้น แต่ยังมีรอยโรคยังปรากฏอยู่ และสีผิวจะปรับเข้าสู่ในสภาพปกติจะต้องใช้เวลาในการรักษาประมาณ 10-12 เดือน[8]
  • สารสกัดจากใบชุมเห็ดเทศแก่สดที่ความเข้มข้นมากกว่า 70 % ให้ผลดีในการรักษาโรคเกลื้อน (Pityriasis versicolor) และยังช่วยป้องกันการกลับมาเป็นใหม่ได้นานถึง 1 ปี ถ้าต้องการให้หายขาดจะต้องใช้ทุก 4 เดือน ติดต่อกันเป็นเวลา 3 ปี หลังจากการรักษาครั้งแรกได้ผลดี และไม่ทำให้เกิดผลข้างเคียงหรือเกิดการเปลี่ยนแปลงทางผิวหนัง[11]
  • น้ำมันที่ได้จากใบหรือเมล็ดชุมเห็ดเทศมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรคกลากเกลื้อนได้ได้[3],[4],[6] โดยสารสกัดจากใบชุมเห็ดไทยด้วยแอลกอฮอล์ประมาณ 95% สามารถฆ่าเชื้อ Bacillus subtilis, Staphylococcus aureus, Serratia marcescens ได้ ส่วนสารสกัดจากน้ำของใบจะมีความเข้มข้นประมาณ 5% และสามารถฆ่าเชื้อ Trichophyton mentagrophytes ซึ่งเป็นเชื้อที่เป็นสาเหตุของโรคกลาก[4]
  • น้ำมันหอมระเหยจากใบ แบะสารสกัดเปลือกต้นด้วยเมทานอล เมื่อนำมาทดสอบฤทธิ์การต้านเชื้อแบคทีเรีย Bacillus subtilis ด้วยวิธี disc diffusion พบว่าสามารถช่วยยับยั้งเชื้อดังกล่าวได้ในระดับปานกลาง[8]
  • ชุมเห็ดเทศมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ที่สามารถทำให้เกิดโรคในพืชคือ Agrobacterium tumefaciens[4]
  • ในใบชุมเห็ดเทศมีสาร chrysophanol ซึ่งมีฤทธิ์ต้านเชื้อรา โดยมีผู้ศึกษาฤทธิ์ของสารสกัดชนิดต่างๆ ของใบชุมเห็ดเทศ ในการต้านเชื้อราที่เป็นสาเหตุโรคกลาก คือ Trichophyton mentagrophytes โดยใช้สารสกัดด้วยน้ำของใบชุมเห็ดเทศ พบว่าสามารถช่วยต้านเชื้อราที่เป็นต้นเหตุของโรคผิวหนังได้ และสารสกัดด้วยแอลกอฮอล์ 50% จากทุกส่วนของชุมเห็ดเทศ สารสกัดด้วยแอลกอฮอล์, คลอโรฟอร์ม, อีเทอร์, และน้ำ ก็พบว่าสามารถต้านเชื้อราที่เป็นสาเหตุโรคกลากได้เช่นกัน[8]
  • สารกัดเอทานอล aloe-emodin, chrysophanol และ rhein จากใบชุมเห็ดเทศ สามารถต้านเชื้อรา Epidermophyton floccosum, Microsporium gypseum, Trichophyton rubrum, Trichophyton mentagrophytes, และ M. canis ที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคกลากเกลื้อนได้ และพบว่า rhein จะให้ผลในการยับยั้งเชื้อรา Epidermophyton floccosum, Trichophyton rubrum, Trichophyton mentagrophytes ได้ดีที่สุด[8]
  • สารสกัดด้วยเอทานอลจากใบชุมเห็ดเทศมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อรา dermatophyte ที่ทำให้เกิดโรคกลากได้ดี[11]
  • สารสกัดน้ำจากเปลือกต้น เมื่อนำมาทดสอบด้วยวิธี disc diffusion พบว่าสามารถช่วยยับยั้งเชื้อยีสต์ Candida albicans ได้ โดยระดับความเข้มข้นของสารสกัดที่ 30 มคก./มคล. จะให้ผลดีที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับยามาตรฐานอย่าง Ticonazole ที่ความเข้มข้น 30 มคก./มคล. เท่ากัน แต่สารสกัดจากใบชุมเห็ดเทศด้วยเอทานอลจะไม่มีฤทธิ์ยับยั้งยีสต์[8]
  • สารสกัดด้วยเฮกเซนหรือด้วย 85% เอทานอล และสาร kaempferol 3-O-sophoroside แสดงฤทธิ์แก้อาการปวดในสัตว์ทดลอง[11]
  • จากการทดสอบพิษเฉียบพลันของสารสกัดใบชุมเห็ดเทศด้วยเอทานอล 50% โดยให้หนูทดลองกินในขนาด 10 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม (โดยคิดเป็น 3,333 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับขนาดที่ใช้รักษาในคน) และให้โดยวิธีการฉีดเข้าใต้ผิวหนังของหนูทดลอง ในขนาด 10 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ไม่พบว่ามีอาการเป็นพิษแต่อย่างใด[6]
  • Yagi และคณะ ได้ทำการศึกษาพิษของใบชุมเห็ดเทศ พบว่าเป็นพิษต่อหนูขาว โดยสารสกัดเอทานอลและสารที่แยกได้เป็นพิษต่อตับไตโดย anthraquinone ที่มีอยู่หลายชนิดที่เสริมฤทธิ์กัน[8]
  • เมื่อให้หนูขาวกินสารสกัดใบชุมเห็ดเทศด้วยน้ำ ในขนาด 10, 50, 100, 150 มก./กก. เป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ พบว่ามีผลลดปริมาณ Haemoglobin และเม็ดเลือดแดง เพิ่ม packed cell volume(PCV), mean corpuscular haemoglobin concentration (MCHC) และ mean corpuscular volume (MCV) แต่ mean corpuscular haemoglobin (MCH) ไม่มีการเปลี่ยนแปลง และมีอาการเบื่ออาหาร น้ำหนักลด ซึ่งอาจเนื่องมาจากซาโปนิน (Saponin)[8]
  • จากการศึกษาความเป็นพิษต่อเซลล์ Vero ใช้สารสกัดใบชุมเห็ดเทศด้วยน้ำ พบว่ามีความเป็นพิษต่อเซลล์ โดยมีค่า CD50 1,414 มคก./มล.[8]
  • สารสกัดใบด้วยเอทานอล มีผลก่อกลายพันธุ์ Salmonella typhimurium strain TA98 และพบว่าสารสกัดด้วยแอลกอฮอล์ มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ Salmonella typhimurium strain TA98 และ TA100 ในแบบที่ต้องการเอนไซม์จากตับหนูกระตุ้นการออกฤทธิ์ สารสกัดที่ได้จากการต้มชุมเห็ดเทศ ไม่มีฤทธิ์ต้านสารก่อกลายพันธุ์ที่ทดสอบกับเชื้อ Salmonella typhimurium strain TA98 แต่ส่วนสกัดดอกที่ไม่ละลายในเมทานอล (ไม่ระบุขนาด) สารสกัดใบด้วยคลอโรฟอร์มหรือเอทานอล ขนาด 100 มก./กก. และสารสกัดด้วยเฮกเซน ขนาด 50 มก./กก. เมื่อฉีดเข้าช่องท้องหนูถีบจักร พบว่ามีฤทธิ์ต้านสารก่อกลายพันธุ์[8]

สมุนไพรชุมเห็ดเทศ

ข้อควรระวังในการใช้สมุนไพรชุมเห็ดเทศ

  • ไม่ควรใช้สมุนไพรชนิดนี้ติดต่อกันเป็นเวลานานในขนาดสูง เพราะจะทำให้สูญเสียน้ำและเกลือแร่มากเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งโพแทสเซียม ซึ่งอาจทำให้เกิดความผิดปกติของลำไส้ และทำให้ไตอักเสบหรือมีอาการใจสั่นได้[6],[11]
  • ไม่ควรใช้สมุนไพรชนิดนี้เป็นยาระบายในสตรีมีครรภ์หรือให้นมบุตร เนื่องจากมีรายงานว่าสาร Rhein สามารถหลังออกมาทางน้ำนมได้ จึงไม่ควรใช้ยานี้ในขณะให้นมบุตร[6],[11]
  • การนำมาใบมาใช้เป็นยาระบาย แก้อาการท้องผูก หากไม่นำใบมาคั่วเสียก่อนจะเกิดผลข้างเคียงได้ คือ อาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียน เมื่อคั่วจนร้อนแล้วจะทำให้สารที่ฤทธิ์ที่ทำให้มีอาการอาเจียนสลายไป[6]
  • ห้ามใช้สมุนไพรชนิดนี้กับผู้ป่วยที่มีภาวะทางเดินอาหาร หรือลำไส้อุดตัน หรือมีอาการอักเสบของลำไส้อย่างเฉียบพลัน[6],[11]
  • ห้ามใช้ยาชงชุมเห็ดเทศกับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 12 ปี[6],[11]
  • การรับประทานในขนาดสูงอาจทำให้ไตอักเสบได้[6]
  • การใช้ชุมเห็ดเทศอาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ มีอาการปวดมวนท้อง มดลูกเกิดการบีบตัว อาหารไม่ย่อย หรืออาจมีอาการท้องเสียได้ หากมีอาการดังกล่าวควรลดขนาดใช้[6],[11]

ลักษณะชุมเห็ดเทศ

ประโยชน์ของชุมเห็ดเทศ

  1. ดอกสด ยอดอ่อน สามารถนำมาต้มหรือลวกรับประทานเป็นผักจิ้มได้ โดยยอดอ่อนจะมีรสชาติขม[2]
  2. การดื่มชงชมจากชุมเห็ดเทศเป็นประจำ จะช่วยลดสิวฝ้า ตกกระ และทำให้ผิวพรรณผ่องใสได้[12]
  3. ชาวแอฟริกาจะปลูกต้นชุมเห็ดเทศไว้รอบๆ บ้าน เพื่อใช้ไล่มด[9]
  4. ในอินเดียและศรีลังกาจะใช้ทั้งต้นอ่อนเป็นยาเบื่อปลา[9]
  5. ต้นชุมเห็ดเทศมีดอกสวยและมีสัน ดูแลได้ง่าย สามารถนำมาใช้ปลูกเป็นฉากหลังทางเดินในสวน บริเวณศาลา หรือปลูกเป็นไม้ประดับสวน หรือตามริมน้ำได้[10]
  6. ในปัจจุบันได้มีผลิตภัณฑ์ที่ทำจากสมุนไพรชุมเห็ดเทศออกวางจำหน่ายในท้องตลาดหลากหลายรูปแบบ เช่น ชาชง ยาแคปซูล ยาระบายอัดเม็ด หรือในรูปแบบยาทาแก้กลากเกลื้อน
References
  1. หนังสือสมุนไพรไทย เล่ม 1.  (ดร.นิจศิริ เรืองรังษี, ธวัชชัย มังคละคุปต์).  “ชุมเห็ดเทศ (Chumhet Tet)“.  หน้า 108.
  2. หนังสือสมุนไพรสวนสิรีรุกขชาติ.  (คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล).  “ชุมเห็ดเทศ Ringworm Bush“.  หน้า 75.
  3. หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย.  (วิทยา บุญวรพัฒน์).  “ชุมเห็ดเทศ“.  หน้า 208.
  4. หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, พิมพ์ครั้งที่ 5.  (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม).  “ชุมเห็ดเทศ“.  หน้า 271-274.
  5. ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.  “ชุมเห็ดเทศ“.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.phargarden.com. [13 มี.ค. 2014].
  6. ฐานข้อมูลเครื่องยาสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.  “ชุมเห็ดเทศ“.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.thaicrudedrug.com. [13 มี.ค. 2014].
  7. สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด, สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี.  “ชุมเห็ดเทศ“.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.rspg.or.th/plants_data/herbs/. [13 มี.ค. 2014].
  8. สมุนไพรที่ใช้ในงานสาธารณสุขมูลฐาน, หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร ณ สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.  “ชุมเห็ดเทศ“.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.medplant.mahidol.ac.th/pubhealth/. [13 มี.ค. 2014].
  9. มูลนิธิหมอชาวบ้าน. นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่ 26 คอลัมน์: สมุนไพรน่ารู้.  “ชุมเห็ดไทย/ชุมเห็ดเทศ“.  (ภก.ชัยโย ชัยชาญทิพยุทธ).  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.doctor.or.th.  [13 มี.ค. 2014].
  10. ฐานข้อมูลพรรณไม้ที่ใช้ในงานภูมิสถาปัตยกรรม ศูนย์ความรู้ด้านการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.  “ชุมเห็ดเทศ“.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: agkc.lib.ku.ac.th.  [13 มี.ค. 2014].
  11. สถาบันการแพทย์แผนไทย.  “ชุมเห็ดเทศ“.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: ittm-old.dtam.moph.go.th.  [13 มี.ค. 2014].
  12. พืชสมุนไพร, มหาวิทยาลัยนเรศวร.  “ชุมเห็ดเทศ“.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: student.nu.ac.th/tewpharmacyherb/mean.htm.  [13 มี.ค. 2014].

ภาพประกอบ : www.flickr.com (by CANTIQ UNIQUE, SierraSunrise, ecollc, pennyjr, Vietnam Plants & The USA. plants, Starr Environmental, Alex Popovkin, Bahia, Brazil), เว็บไซต์ thaicrudedrug.com (by Sudarat Homhual)

เรียบเรียงข้อมูลโดย ฟ ริ น น์ .com

advertisements

Disclaimer : บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้อ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โปรดอ่านเพิ่มเติมหน้านโยบายและเงื่อนไขการใช้งานเว็บไซต์