• icon-facebook
  • icon-twitter
  • icon-google
  • icon-linkedin

ถั่วลิสง สรรพคุณและประโยชน์ของถั่วลิสง 47 ข้อ !

icon-calendar Published: 26/10/2013 (Updated: 26/06/2014)
icon-view 26,519 views
ถั่วลิสง

advertisements

ถั่วลิสง

ถั่วลิสง ชื่อสามัญ Peanut, Groundnut, Earthnut, Goober, Pindar, Monkeynut ถั่วลิสง ชื่อวิทยาศาสตร์ Arachis hypogaea L. จัดอยู่ในวงศ์ FABACEAE หรือ LEGUMINOSAE เช่นเดียวกับถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วดำ ถั่วแดง ถั่วลันเตา ถั่วพู และถั่วฝักยาว[1]

นอกจากนี้ถั่วลิสงยังมีชื่อท้องถิ่นอื่นๆ อีกเช่น ถั่วคุด (ประจวบคีรีขันธ์), ถั่วดิน (ภาคเหนือ, ภาคอีสาน), ถั่วยิสง ถั่วยี่สง ถั่วลิง (ภาคกลาง), ถั่วใต้ดิน (ภาคใต้), เหลาะฮวยแซ (จีน-แต้จิ๋ว), ถั่วยาสง (หนังสืออักขราภิธานศรับท์ของหมอปรัดเล) เป็นต้น[3],[5],[6],[9]

ถั่วลิสงมีถิ่นดั้งเดิมอยู่ในเขตร้อนของทวีปอเมริกาใต้ ตั้งแต่ลุ่มน้ำอเมซอนไปจนถึงประเทศบราซิล โดยถั่วลิสงในสกุล Arachis สามารถแบ่งออกได้เป็น 19 ชนิด แต่สำหรับสายพันธุ์ที่ปลูกจะมีอยู่เพียงชนิดเดียวคือ Hypogaea ส่วนที่เหลือทั้งหมดจะเป็นสายพันธุ์ป่า[1]

การปลูกถั่วลิสง มีอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศไทย แต่จะมีมากทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และในสถานการณ์ปัจจุบันการผลิตถั่วลิสงนั้นยังไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ในประเทศ จึงได้มีการนำเข้ามาจากต่างประเทศเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ[4],[5]

ลักษณะของถั่วลิสง

  • ต้นถั่วลิสง จัดเป็นพืชล้มลุก มีลำต้นสูงตั้งแต่ 15-70 เซนติเมตร ซึ่งส่วนต่างๆ ของต้นถั่วลิสงโดยทั่วไปแล้วจะมีขนเกิดขึ้น เช่น ตามลำต้น กิ่งก้านใบ หูใบ ใบประดับ ริ้วประดับ และกลีบรองดอก ยกเว้นเพียงกลีบดอกเท่านั้นที่จะไม่มีขน โดยลำต้นของถั่วลิสงจะมีอยู่ 2 ประเภท อย่างแรกคือ มีลำต้นเป็นพุ่ม ลำต้นตรง แตกกิ่งก้านสาขามาก และฝักออกเป็นกระจุกที่โคน ส่วนอีกแบบเป็นลำต้นแบบเลื้อยหรือกึ่งเลื้อย เจริญเติบโตตามแนวนอนทอดไปตามพื้นผิวดิน มีลักษณะเป็นพุ่มเตี้ย ฝักจะกระจาตามข้อของลำต้น[1]

ต้นถั่วลิสง

  • รากถั่วลิสง มีรากเป็นแบบระบบรากแก้ว รากอันแรกที่เจริญเรียกว่า “รากแก้ว” ส่วนรากที่แตกออกมาจากรากแก้วจะเรียกว่า “รากแขนง” รากที่แตกออกมาจากรากแขนงคือ “รากขนอ่อน” แต่มีน้อยมาก บางสายพันธุ์อาจจะไม่มีเลย และโดยทั่วจะมีปมเกิดขึ้นบนรากแก้วและรากแขนงปมมีสีน้ำตาล ภายในปมมีสีแดงเข้ม ซึ่งปมเหล่านี้เกิดจากแบคทีเรียพวกไรโซเบียม เข้าไปอาศัยภายอยู่ภายในราก[1]

รากถั่วลิสง

  • ใบถั่วลิสง ใบเกิดสลับกันอยู่บนข้อลำต้นหลัก ในลักษณะคล้ายเกลียว ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ประกอบด้วยใบย่อย 2 คู่อยู่ตรงข้ามกัน ลักษณะของใบย่อยเป็นรูปไข่กลับหรือรูปขอบขนานแกมรูปไข่ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2-3 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3-7 เซนติเมตร ขอบใบเรียบ ก้านใบรวมยาว ที่โคนก้านใบรวมมีหูใบอยู่ 2 อัน มีขนาดใหญ่ปลายแหลมเห็นได้ชัดเจน ยาวประมาณ 2.5-3.5 เซนติเมตร ส่วนก้านใบย่อยจะสั้นมาก ที่โคนไม่มีหูใบ[1]

ใบถั่วลิสง

  • ดอกถั่วลิสง ออกดอกเป็นช่อ ในหนึ่งช่อประกอบไปด้วยดอกย่อย 3 ดอกขึ้นไป และดอกจะเกิดจามมุมใบของลำต้นหรือกิ่ง ส่วนมากเกิดบริเวณส่วนโคนของลำต้น ในแต่ละช่อดอกจะบานไม่พร้อมกัน ดอกมีสีเหลืองส้ม มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.9-1.4 เซนติเมตร และยาวประมาณ 1-2 เซนติเมตร ดอกเป็นดอกแบบสมบูรณ์เพศ กลีบดอกมี 5 กลีบ ดอกมีใบประดับ 2 กลีบ มีริ้วประดับ 4 กลีบ และดอกยังมีกลีบรองดอกสีเขียว ส่วนก้านดอกจะสั้นมาก[1]

ดอกถั่วลิสง

  • ฝักถั่วลิสง ฝักของถั่วลิสงจะเกิดอยู่ใต้ดิน ลักษณะการเกิดอาจจะแพร่กระจายหรือเกิดเป็นกระจุกก็ได้ เปลือกมีลักษณะแข็งและเปรา มีลายเส้นชัดเส้น ฝักมีสีขาลนวลหรือสีน้ำตาลอ่อนๆ ในหนึ่งฝักจะมีเมล็ดอยู่ประมาณ 1-6 เมล็ด[1]

รูปถั่วลิสง

  • เมล็ดถั่วลิสง เมล็ดมีเยื่อหุ้มตั้งแต่สีขาว สีม่วงแดง สีแดง และสีน้ำตาลอ่อน ถัดจากเยื่อหุ้มเมล็ดจะพบใบเลี้ยงขนาดใหญ่และหนา จำนวน 2 อัน[1]

สรรพคุณของถั่วลิสง

  1. ช่วยบำรุงร่างกาย ช่วยในการเจริญเติบโต (เมล็ด)[3],[6],[10]
  2. ช่วยบำรุงสมองและประสาทตา ช่วยเสริมสร้างความจำ และยังมีโคลีนที่ช่วยควบคุมความจำอีกด้วย (เมล็ด)[7],[10]
  3. ช่วยให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย (เมล็ด)[3] และช่วยให้ความอบอุ่นแก่ผิวกาย (น้ำมันถั่วลิสง)[7]
  4. ช่วยลดความดันโลหิตสูง (ใบ)[3] โดยใช้ทั้งก้านและใบสดหรือแห้ง (แห้งใช้ประมาณ 30 กรัม ถ้าสดใช้ประมาณ 40 กรัม) นำมาต้มกับน้ำกิน (เมล็ด)[6]
  5. ถั่วลิสง มีสารต้านเอนไซม์โปรติเอส มีฤทธิ์ต่อต้านมะเร็ง และมีจีเนสเตอิน ซึ่งทำเส้นเลือดไปเลี้ยงเซลล์มะเร็งตีบลง[7]
  6. ช่วยป้องกันโรคหัวใจ เนื่องจากในถั่วลิสงมีสารที่ช่วยลดปริมาณของไขมันร้าย (LDL) จึงช่วยลดความเสี่ยงของภาวะไขมันอุดตันในเส้นเลือดและภาวะหลอดเลือดแข็งตัว ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคหัวใจ หากรับประทานเป็นประจำจะช่วยลดโอกาสการเสียชีวิตจากโรคหัวได้ถึงร้อยละ 50 เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้รับประทาน (เมล็ด)[7]
  7. กินถั่วลิสงอ้วนไหม? ปกติแล้วการรับประทานถั่วจะช่วยลดน้ำหนักและความอ้วนครับ เพราะมีไขมันไม่อิ่มตัวซึ่งทำให้อิ่มท้องนาน ทำให้อาหารทานได้น้อยลง และยังช่วยยับยั้งไขมันเลวที่เป็นผลเสียต่อร่างกาย ด้วยการรับประทานแบบดิบๆ หรือนำมาต้ม แต่ถ้าหากเป็นถั่วคั่ว ถั่วทอด ถั่วอบ อย่างนี้มันผ่านความร้อนและน้ำมัน ทำให้ไขมันไม่อิ่มตัวที่มีในถั่วลิสงมันหายไป หากรับประทานมากๆ ก็ทำให้อ้วนได้ แต่ทั้งนี้ถ้าหากรับประทานแต่พอประมาณก็ไม่อ้วนแน่นอนครับ และมีคำแนะนำว่าไม่ควรรับประทานเกิน 1 กำมือถั่วลิสงอุดมไปด้วยไขมันไม่อิ่มตัว ซึ่งเป็นตัวช่วยลดระดับความดันโลหิต ระดับไขมันในเลือด และยังช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจอีกด้วย (เมล็ด)[7]
  8. ช่วยรักษาโรคเกล็ดเลือดต่ำ ด้วยการนำเปลือกถั่วลิสงประมาณ 10 กรัม ต้มกับน้ำดื่มทุกวัน (เมล็ด)[7]
  9. ช่วยบำรุงไขมันในร่างกาย (เมล็ด)[3]
  10. ช่วยลดความเสี่ยงของโรคเบาหวาน และเป็นอาหารที่ดีต่อผู้ป่วยเบาหวาน เนื่องจากช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและอินซูลินได้ (เมล็ด)[7]
  11. ช่วยบำรุงปอด[7] ช่วยหล่อลื่นปอด รักษาอาการไอแห้งเรื้อรัง ด้วยการใช้เมล็ดแห้งประมาณ 60-100 กรัมนำมาบดชงหรือต้มกิน (เมล็ด)[6]
  12. ช่วยรักษาเยื่อตาอักเสบอย่างเฉียบพลันชนิดที่ติดต่อได้ (ข้อมูลทางคลินิก)[8]
  13. ถั่วลิสงถั่ว สรรพคุณช่วยแก้อาการไอเรื้อรังและอาการคลื่นไส้ (เมล็ด)[7]
  14. ช่วยรักษาอาการไอกรน ชอบนอนกรนในเด็ก ด้วยการใช้เมล็ดถั่วนำมาต้มใส่น้ำตาลกรวดแล้วรับประทาน (เมล็ด)[6],[7]
  15. ช่วยรักษาอาการนอนละเมออย่างผิดปกติ (ข้อมูลทางคลินิก)[8]
  16. ช่วยระบายท้อง (น้ำมันจากเมล็ด)[3]
  17. ช่วยบำรุงกระเพาะ และในถั่วยังอุดมไปด้วยเส้นใยอาหารที่สามารถละลายน้ำได้ จึงช่วยนขบวนการทำความสะอาดร่างกายแบบเป็นธรรมชาติ(เมล็ด)[7]
  18. ถั่วลิสง สรรพคุณช่วยสมานแผลในกระเพาะอาหาร (เมล็ด)[6]
  19. ฝักถั่วลิสงช่วยรักษาโรคบิดแบคทีเรียอย่างเฉียบพลัน (ข้อมูลทางคลินิก)[8]
  20. ช่วยรักษาพยาธิไส้เดือนที่อุดตันในลำไส้ (ข้อมูลทางคลินิก)[8]
  21. ช่วยหล่อลื่นลำไส้ (น้ำมันจากเมล็ด)[3]
  22. ถั่วลิสงต้มกับเกลือ ใช้รับประทานช่วยบรรเทาอาการโรคฝีในท้องได้ (เมล็ด)[7]
  23. ช่วยรักษาโรคตับอักเสบ เป็นดีซ่านอย่างเฉียบพลัน (ข้อมูลทางคลินิก)[8]
  24. สรรพคุณถั่วลิสง เมล็ดช่วยบำรุงม้าม (เมล็ด)[7]
  25. ช่วยห้ามเลือด และรักษาอาการเลือดออกง่ายในโรคฮีโมฟิลเลีย (Haemophilia) (ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา)[6]
  26. ใบสดนำมาตำใช้พอกรักษาแผลฟกช้ำ แผลหกล้มจากการะกระทบกระแทก และแผลมีหนองเรื้อรัง (ใบ)[3] โดยใช้ทั้งก้านและใบสดหรือแห้ง (แห้งใช้ประมาณ 30 กรัม ถ้าสดใช้ประมาณ 40 กรัม) นำมาต้มกับน้ำกิน หรือใช้ภายนอกนำมาตำแล้วพอก[6]
  27. ช่วยแก้อาการปลายเท้า เป็นเหน็บชา (เมล็ด)[3] ให้ใช้เมล็ดที่มีเยื่อประมาณ 100 กรัม ถั่วแดง 100 กรัม และเปลือกของพุทราจีน 100 กรัม แล้วนำทั้งหมดมาต้มรับประทานหลายครั้งๆ[6],[7]
  28. ช่วยบำรุงไขข้อ บำรุงเส้นเอ็น (เมล็ด)[3]
  29. น้ำมันจากเมล็ดใช้ถูทาแก้อาการปวดตามข้อ และอาการตามกล้ามเนื้อได้ (น้ำมันจากเมล็ด)[6]
  30. ใช้ฉีดเป็นยาสลบ (ข้อมูลทางคลินิก)[8]
  31. น้ำมันจากถั่วลิสงที่ใช้สำหรับเป็นยาฉีด มีฤทธิ์ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคบางชนิดได้เล็กน้อย (ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา)[6]
  32. ช่วยบำรุงน้ำนมสำหรับสตรีหลังคลอดบุตร (เมล็ด)[3] ด้วยการต้มถั่วลิสง 120 กรัม กับขาหมู 1 ขา กินแล้วจะช่วยทำให้มีน้ำนมมากขึ้น[6],[7]
  33. ถั่วลิสงอุดมไปด้วยแมกนีเซียม ซึ่งช่วยรักษาสมดุลของฮอร์โมนเพศ ช่วยในการทำงานของเอนไซม์ต่างๆ ในร่างกาย และช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัว[7]
  34. เยื่อหุ้มเมล็ดของถั่วลิสงสามารถช่วยยับยั้งการสลายตัวของ Fibrin ได้ และช่วยกระตุ้นกระดูกให้ผลิตเกล็ดเลือด เพิ่มสมรรถภาพในการหดตัวของเส้นเลือดฝอย และช่วยในการห้ามเลือด[10]
  35. จริงๆ แล้วสรรพคุณถั่วลิสงยังมีมากกว่านี้ครับ แต่ข้อมูลเหล่านั้นยังไม่มีแหล่งอ้างอิงที่น่าเชื่อถือ เช่น สรรพคุณแก้อาการนอนไม่หลับ ปวดศีรษะลดเสมหะ แก้ไส้เลื่อน ขับระดูขาวของสตรี ลดอาการบวมน้ำจากไต เป็นต้น
advertisements

ประโยชน์ของถั่วลิสง

  1. ถั่วลิสงเป็นพืชที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง และเป็นแหล่งของโปรตีนและพลังงาน โดยมีโปรตีนเทียบเท่ากับถั่วแดง ถั่วดำ และถั่วเขียว แต่น้อยกว่าถั่วเหลือง และยังมีกรดอะมิโนอีกหลายชนิดที่จำเป็นต่อร่างกาย[2] ถั่วลิสงมีสารอาหารมากกว่า 30 ชนิด มีโปรตีนมากกว่าถั่วเปลือกแข็งชนิดอื่นๆ ให้โซเดียมต่ำ มีไขมันไม่อิ่มตัวน้อย และยังปราศจากคอเลสตอรอลด้วย[7]
  2. ประโยชน์ถั่วลิสง ใช้เป็นส่วนประกอบในอาหารคาวหวานต่างๆ[2] เมนูถั่วลิสง เช่น แกงฮังเล น้ำพริกคั่ว ถั่วลิสงต้มกระดูกหมู ถั่วลิสงนึ่งข้าวเหนียวยัดไส้หมูสับ ไก่สามอย่าง เมี่ยงคำ ส้มตำไทย หรือสารพัดน้ำจิ้ม เช่น น้ำจิ้มหมูสะเต๊ะ น้ำจิ้มมันทอด น้ำพริกเผาทรงเครื่อง น้ำพริกถั่วปลานึ่ง หรือใช้เป็นเครื่องปรุงรสก๋วยเตี๋ยว แหนม อาหารจำพวกยำต่างๆ และยังนำไปผสมกับข้าวนึ่งทำเป็นข้าวต้มมัดใส่ข้าววิตู ข้าวหลามข้าวเม่า หรือทำเป็นไส้ขนมชนิดต่างๆ เช่น ขนมไส้เทียน ถั่วลิสงคั่ว ถั่วลิสงทอด ถั่วลิสงต้ม ถั่วลิสงป่น ถั่วลิสงบด ถั่วลิสงชุบแป้งทอด ถั่วตัด ถั่วตุ๊บตั๊บ ถั่วกระจก ถั่วลิสงเคลือบรสต่างๆ ถั่วลิสงทอดคลุกเนย เนยถั่วลิสง แป้งถั่วลิสง ใช้ผสมในลูกกวาด ช็อกโกแลต เป็นต้น[3],[4],[9]
  3. ถั่วลิสงสามารถนำมาเพาะเป็นถั่วงอกได้ เช่นเดียวกับ ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วแดง ถั่วดำ และถั่นลันเตา แต่จะไม่เป็นที่นิยมมากนัก[7]
  4. น้ำมันจากถั่วลิสงสามารถนำใช้แทนน้ำมันมะกอกได้[9]
  5. ลำต้นและใบ นำมาใช้ทำปุ๋ยหรือใช้เลี้ยงสัตว์เคี้ยวเอื้องได้ เช่น วัว แพะ แกะ เป็นต้น[7],[9] ส่วนกากที่เหลือจากการสกัดน้ำมันก็สามารถนำมาใช้อาหารสัตว์ได้ดี ส่วนเปลือกฝักใช้ทำเป็นปุ๋ยหมัก ใช้เพาะเห็ด ทำเชื้อเพลิง ใช้คลุมดินปลูกต้นไม้ หรือใส่ในกระถางต้นไม้เพื่อเป็นปุ๋ยและรักษาความชื้อ หรือนำมาใช้ผสมกับกากน้ำตาลเพื่อใช้เป็นอาหารวัว นอกจากนี้ยังใช้เป็นส่วนผสมในวัสดุก่อสร้างโดยใช้ผสมในพลาสติก คอนกรีต แผ่นพื้นได้เช่นเดียวกับเศษไม้ได้อีกด้วย[2],[6],[9],[12] และทำเป็นยาฆ่าแมลงฆ่าแมลงได้อีกด้วย[6]
  6. สำหรับถั่วลิสงป่าที่เป็นพืชยืนต้น สามารถนำมาใช้เป็นพืชอาหารสัตว์ได้[1]
  7. ถั่วลิสงสามารถนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปต่างๆ ได้อย่างหลากหลาย[2]
  8. เนื่องจากถั่วลิสงมีน้ำมันประมาณ 47% จึงนิยมนำเมล็ดของถั่วของลิสงไปใช้ในอุตสาหกรรมสกัดน้ำมัน[2],[5]
  9. ทำเป็นน้ำมันสำหรับทอดอาหาร มีคุณสมบัติช่วยลดคอเลสเตอรอล และไม่ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดอนุมูลอิสระ แต่มีข้อเสียคือเป็นน้ำมันที่เหม็นหืนง่าย ใช้ทอดในความร้อนสูงๆ ไม่ได้ แต่ใช้ผัด ทอด ต้ม ทำน้ำสลัดได้ตามปกติ[7]
  10. นอกจากนี้ยังใช้ในอุตสาหกรรมสบู่ หรือแชมพู อุตสาหกรรมปั่นด้าย ใช้ทำน้ำมันหล่อลื่นสำหรับเครื่องจักร[6],[9]
  11. ใช้เป็นตัวทำละลายของยาฉีดที่ใช้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อบางชนิด หรือนำมาใช้ทำปลาสเตอร์ ทำเป็นยาเตรียมพวก Liniments[6],[9]
  12. ประโยชน์ของเนยถั่วลิสง ที่น่าสนใจได้แก่ การนำมาทำเป็นน้ำมันหล่อลื่น แก้ปัญหาเรื่องสนิมขึ้นหรือชิ้นส่วนอะไหล่ติดขัด ใช้สอดไส้เคลือบเม็ดยาเพื่อให้สุนัขสามารถกินยาได้ง่ายๆ (เพราะเป็นอาหารโปรดของมัน) หรือนำมาใช้แทนเนยทั่วไปได้ หรือนำมาใช้ในการล่อหนู (เนยทั่วไปทำไม่ได้ แต่เนยถั่วลิสงทำได้) หรือนำมาใช้ในการลอกฉลากกาว ด้วยการใช้เนยถั่วลิสงถูให้ทั่วฉลาก แล้วอีกด้วยผ้า ฉลากกาวที่ติดแน่นก็จะหลุดออกมาโดยง่าย หรือนำมาช่วยดับกลิ่นคาวปลาตอนทอดปลา หรือนำมาใช้ทำความสะอาดเฟอร์นิเจอร์ หรือการนำมาใช้ในการกำจัดคราบกากของหมากฝรั่งให้ออกอย่างง่ายดาย และยังสามารถนำมาใช้แทนเจลโกนหนวดได้เป็นอย่างดี หากครีมโกนหนวดหมดโดยกะทันหัน[11]

คุณค่าทางโภชนาการของถั่วลิสง ต่อ 100 กรัม

  • พลังงาน 570 กิโลแคลอรี่
  • คาร์โบไฮเดรต 21 กรัม
  • น้ำ 4.26 กรัม
  • น้ำตาล 0 กรัมลักษณะถั่วลิสง
  • เส้นใย 9 กรัม
  • ไขมัน 48 กรัม
  • ไขมันอิ่มตัว 7 กรัม
  • ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว 24 กรัม
  • ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน 16 กรัม
  • โปรตีน 25 กรัม
  • วิตามินบี1 0.6 มิลลิกรัม 52%
  • วิตามินบี3 12.9 มิลลิกรัม 86%
  • วิตามินบี6 1.8 มิลลิกรัม 36%
  • วิตามินบี9 246 ไมโครกรัม 62%
  • วิตามินซี 0 มิลลิกรัม
  • ธาตุแคลเซียม 62 มิลลิกรัม 6%
  • ธาตุเหล็ก 2 มิลลิกรัม 15%
  • ธาตุแมกนีเซียม 184 มิลลิกรัม 52%
  • ธาตุฟอสฟอรัส 336 มิลลิกรัม 48%
  • ธาตุโพแทสเซียม 332 มิลลิกรัม 7%
  • ธาตุสังกะสี 3.3 มิลลิกรัม 35%

% ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่ (ข้อมูลจาก : USDA Nutrient database)

โทษของถั่วลิสง

  • ผลถั่วลิสงถั่วลิสงเป็นอาหารกลุ่มเสี่ยงที่มักตรวจพบสารพิษซึ่งเกิดจากเชื้อราชนิดหนึ่งที่เรียกว่า สารอะฟลาทอกซิน (Aflatoxin) ซึ่งเป็นสารพิษร้ายแรงต่อสุขภาพของผู้บริโภคโดยตรงอย่างเฉียบพลัน (รวมไปถึงสัตว์เลี้ยงด้วย) หากได้รับในปริมาณมากอาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคมะเร็งที่ตับ หัวใจ และสมองบวม อาจทำให้เกิดอาการชัก หายใจลำบาก และตับถูกทำลาย (ในประเทศไทยกำหนดให้สารชนิดนี้ไม่เกิน 20 ppb) โดยสารพิษชนิดนี้สามารถปนเปื้อนมาตั้งแต่ในช่วงการเพาะปลูก การเก็บเกี่ยว การตากแห้ง รวมไปถึงการเก็บรักษาก่อนถึงมือผู้บริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูฝน เชื้อราชนิดนี้จะเจริญเติบโตได้ดีมาก และการปนเปื้อนของสารก็จะเริ่มตั้งแต่ในช่วงการสร้างฝัก[2],[7]
  • สำหรับบางรายอาจมีอาการแพ้ถั่วลิสงได้ ถ้าหากไม่รุนแรง ก็อาจจะเป็นผื่นคันตามตัว เป็นลมพิษ ซึ่งกรณีนี้กินยาแก้แพ้ก็ช่วยได้ รวมไปถึงอาจมีอาการอาเจียน ไอหอม หายใจไม่สะดวก และมีอาการปวดท้อง แต่ถ้าหากมีอาการแพ้ขั้นรุนแรงอาจทำให้ช็อกและเสียชีวิตได้เลย โดยคนไข้อาจมีอาการตาบวม ปากบวม แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก ความดันตก จนเกิดภาวะช็อกและหมดสติ ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาในทันที ซึ่งจากการสำรวจทั้งในและต่างประเทศพบว่าใน 1,000 คน อาจมีผู้แพ้ถั่วลิสงประมาณ 2-14 คน และมีผู้เสียชีวิตจากการแพ้ถั่วลิสงมากกว่า 100 คนต่อปี ซึ่งสาเหตุอาจเกิดจากภูมิคุ้มกันของบุคคลแปรปรวน ทำให้ไม่สามารถรับโปรตีนจากถั่วลิสงที่เป็นอาหารทั่วไปของคนธรรมดาได้ จนเกิดการแพ้โปรตีนในถั่วลิสง แต่การแพ้ก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องแพ้โปรตีนจากแหล่งอาหารอื่นด้วย เพราะอาหารแต่ละอย่างมีโครงสร้างไม่เหมือนกัน (รศ.พญ.พรรณทิพา ฉัตรชาตรี หน่วยโรคภูมิแพ้ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)[7]
  • ผู้ที่มีอาการของโรคที่เกิดจากความชื้นเย็น หรือเมื่ออากาศเย็นและมีความชื้นจะทำให้ร่างกายเจ็บป่วยได้ง่าย ทำให้เลือดไหลเวียนในร่างกายได้ไม่ดี หรือมีอาการปวดตามกล้ามเนื้อ มีอาการปวดตึงตามข้อต่อ หากมีอาการรุนแรง หรือกำลังท้องเสีย ไม่ควรรับประทานลิสงเด็ดขาด[7]
  • ถั่วลิสงมีสารพิวรีน (Purine) ในระดับปานกลาง ผู้ป่วยโรคเกาต์ควรรับประทานในปริมาณที่จำกัด เพราะสารดังกล่าวอาจเป็นตัวกระตุ้นทำให้อาการของข้ออักเสบกำเริบขึ้นได้[7]

คำแนะนำในการรับประทานถั่วลิสง

  • สารอะฟลาทอกซินในถั่วลิสงจะเจริญเติบโตได้ดีในที่ที่มีความชื้น และสารพิษชนิดนี้ยังเป็นสารที่ทนความร้อนได้สูงถึง 260-268 องศาเซลเซียส จึงจะสลายตัว แต่สารดังกล่าวยังสามารถเสื่อมสลายไปได้ด้วยการใช้แสงอัลตร้าไวโอเลต แสงแดด และรังสีแกมมา รวมไปถึงในสภาพที่เป็นด่างและถูกทำลายได้ด้วยคลอรีน การหุงต้มด้วยวิธีธรรมดาจะไม่สามารถทำลายพิษดังกล่าวได้ ดังนั้นควรเก็บไว้ในที่แห้งและเก็บไว้ในภาชนะที่ปิดฝาได้สนิท[7]
  • การสังเกตเชื้อราสามารถทำได้ในเบื้องต้นด้วยตาเปล่า ถ้าหากถั่วลิสงคั่วป่นที่ซื้อมามีสีเขียวอมเหลือง มีสีเขียวเข้ม หรือมีสีที่ผิดไปจากปกติ ก็ไม่ควรนำมารับประทาน และไม่ควรเก็บถั่วลิสงไว้นานกว่า 1 เดือนเพื่อป้องกันการเกิดเชื้อรา[7]
  • ทางที่ดีที่สุดก็คือการนำถั่วลิสงมาคั่วรับประทานเอง โดยเลือกกินเฉพาะถั่วที่ยังใหม่ๆ หรือถั่วที่ไม่มีสีคล้ำและไม่เหลือง และควรหลีกเลียงการรับประทานถั่วลิสงและถั่วลิสงป่นที่มีสีเหลืองคล้ำหรือมีสีดำ หรือมีกลิ่นเหม็นหรือกลิ่นอับ[7]
  • การบริโภคถั่วเพื่อการลดน้ำหนักในระยะยาว ควรรับประทานแต่พอดี และจำกัดการรับประทานถั่วเปลือกแข็งเพียงวันละประมาณ 30 กรัมต่อวัน[7]
References
  1. คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์.  “บทปฏิบัติการเรื่องถั่วลิสง”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.natres.psu.ac.th.  [26 ต.ค. 2013].
  2. กรมวิชาการเกษตร.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: it.doa.go.th.  [26 ต.ค. 2013].
  3. ฐานข้อมูลอาหารพื้นบ้านล้านนา.  สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และสำนักบริการเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.  อ้างอิงใน: หนังสือสารานุกรมสมุนไพร รวมหลักเภสัชกรรมไทย (วุฒิ วุฒิธรรมเวช).  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: library.cmu.ac.th.  [26 ต.ค. 2013].
  4. ภาควิชาพืชไร่ คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.agric-prod.mju.ac.th/agronomy. [26 ต.ค. 2013].
  5. สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.rspg.or.th.  [26 ต.ค. 2013].
  6. สมุนไพรดอทคอม.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.samunpri.com.  [26 ต.ค. 2013].
  7. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.).  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.thaihealth.or.th.  [26 ต.ค. 2013].
  8. หนังสือพจนานุกรมโรคและสมุนไพรไทย.  (วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม).
  9. มูลนิธิหมอชาวบ้าน.  นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่ 323 คอลัมน์: ต้นไม้ใบหญ้า.  “ถั่วลิสง คุณค่าและรสชาติจากใต้ดิน”.  (เดชา ศิริภัทร).  [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.doctor.or.th.  [26 ต.ค. 2013].
  10. Mindcyber.  “เป็นหนุ่มและสาวอยู่เสมอถ้ากินถั่วลิสง”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.mindcyber.com. [26 ต.ค. 2013].
  11. LISTVERSE.  “Top 10 Unusual Uses For Peanut Butter”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: listverse.com.  [26 ต.ค. 2013].
  12. ไทยเกษตรศาสตร์.  “ประโยชน์จากเปลือกถั่วลิสง (เทคโนโลยีชนบท)”.  อ้างอิงใน: สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย.  [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.thaikasetsart.com.  [26 ต.ค. 2013].

ภาพประกอบ : www.flickr.com (by Vietnam Plants & The USA. plants, Rita Barreto, zotz_tecpatl, DianesDigitals, CIFOR)

เรียบเรียงข้อมูลโดย ฟรินน์.คอม

advertisements

Disclaimer : บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้อ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โปรดอ่านเพิ่มเติมหน้านโยบายและเงื่อนไขการใช้งานเว็บไซต์

HOME HOME