• icon-facebook
  • icon-twitter
  • icon-google
  • icon-linkedin

ลิ้นจี่ สรรพคุณและประโยชน์ของลิ้นจี่ 27 ข้อ !

icon-calendar เผยแพร่: 5/07/2013 (แก้ไขล่าสุด: 26/06/2014)
icon-view 4,998 ครั้ง
ลิ้นจี่

advertisements

ลิ้นจี่

ลิ้นจี่ ชื่อวิทยาศาสตร์ Litchi chinensis Sonn. ลิ้นจี่ ภาษาอังกฤษจะใช้คำว่า Lychee หรือจะใช้คำว่า Litchi, Lichee, Lichi ก็ได้ ลักษณะลิ้นจี่ เป็นผลไม้ที่มีลักษณะเปลือกสีแดงซึ่งจัดอยู่ในวงศ์เดียวกันกับ ลำไย และ เงาะ มีต้นกำเนิดในประเทศจีนตอนใต้ และมีการปลูกอย่างแพร่หลายในประเทศไทยแถบภาคเหนือ เวียดนาม ญี่ปุ่น อินเดียตอนเหนือ บังคลาเทศ อเมริกาใต้และสหรัฐอเมริกา โดยสายพันธุ์ของลิ้นจี่นั้นมีอยู่หลากหลาย แต่ที่เป็นที่นิยมก็ได้แก่ สายพันธุ์จักรพรรดิ กิมเจ็ง และ ลิ้นจี่พันธุ์ฮงฮวย เป็นต้น โดยเป็นผลไม้เศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นในรูปของผลไม้สดหรือแปรรูปก็ตาม

จากการศึกษาพบว่าในเนื้อลิ้นจี่นอกจากจะอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญกับร่างกายแล้ว ก็ยังมีกรดไขมันที่สำคัญกับร่างกายอีกด้วย เช่น กรดปาล์มมิติก (Plamitic Acid) 12%, กรดไลโนเลอิก (Linoleic Acid) 11%, กรดโอเลอิก (Oleic Acid) 27% ซึ่งมีฤทธิ์ในการต่อต้านอนุมูลอิสระ

ลิ้นจี่ ในเนื้อผลมีสารประกอบชนิดหนึ่งที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการร้อนในได้ ดังนั้น การรับประทานลิ้นจี่ในปริมาณที่มากเกินไปอาจจะทำให้เกิดอาการร้อนในได้ คุณควรเลือกรับประทานผักผลไม้ให้หลากหลายเพื่อให้เกิดความสมดุลของร่างกายและป้องกันการเกิดอาการดังกล่าว

ประโยชน์ของลิ้นจี่

  1. ประโยชน์ของลิ้นจี่ผลรับประทานเป็นยาบุงร่างกาย
  2. ประโยชน์ของลิ้นจี่ นำมาทำเป็นน้ำผลไม้ดื่มช่วยแก้กระหาย ให้รสชาติหวานชื่นใจ
  3. ช่วยให้พลังซี่ขับเลื่อน (เมล็ด)
  4. มีฤทธิ์ในการต่อต้านอนุมูลอิสระอย่างสูง (สารสกัดจากเปลือก)
  5. ลิ้นจี่ต้านมะเร็ง ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านม (สารสกัดเพอริคาร์พของลิ้นจี่)
  6. ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย (ราก,เปลือกลำต้น)
  7. ลิ้นจี่สรรพคุณ ช่วยแก้อาการไอเรื้อรัง
  8. เปลือกของผลใช้ทำเป็นชาชงดื่มแก้อาการหวัด (ชาจากเปลือก)
  9. ช่วยแก้อาการคัดจมูก
  10. สรรพคุณลิ้นจี่ ช่วยป้องกันการเกิดและช่วยรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน
  11. ช่วยแก้การติดเชื้อในลำคอ (ชาจากเปลือก)
  12. ช่วยบำรุงระบบการย่อยอาหาร
  13. ช่วยลดกรดในกระเพาะอาหาร
  14. ประโยชน์ลิ้นจี่ ช่วยบรรเทาอาการไม่ปกติของระบบทางเดินอาหาร
  15. ช่วยรักษาอาการท้องเดิน
  16. สรรพคุณของลิ้นจี่ช่วยแก้อาการท้องเสียชนิดไม่รุนแรง (ชาจากเปลือก)
  17. ประโยชน์ของผลไม้ลิ้นจี่ ช่วยปกป้องและรักษาตับ (สารสกัดของผลลิ้นจี่)
  18. มีส่วนช่วยลดขนาดเนื้องอก (งานวิจัยในประเทศจีน แต่ไม่ได้ระบุไว้แน่ชัดว่าใช้ส่วนใดของลิ้นจี่)
  19. ช่วยรักษาโรคจากการติดเชื้อไวรัส (ชาจากเปลือก)
  20. สรรพคุณของลิ้นจี่ ช่วยรักษาอาการปวดท้อง (เมล็ด)
  21. ช่วยรักษาอาการปวดไส้เลื่อน (เมล็ด)
  22. ช่วยรักษาอาการปวดบวมอัณฑะ (เมล็ด)
  23. ช่วยรักษาโรคไส้เลื่อน อัณฑะหย่อนยาน ด้วยการนำเมล็ดไปตากแห้งแล้วนำไปคั่วกับไฟอ่อนๆ จนสุกเกรียม แล้วนำมาบดเป็นผง นำเอาผงที่ได้มาประมาณ 1-2 ช้อนโต๊ะต้มกับน้ำ หรือตัก 1 ช้อนแล้วนำมาชงกับน้ำร้อน ดื่มวันละ 3-4 ครั้ง ติดต่อกันประมาณ 20 วัน (เมล็ด)
  24. ลิ้นจี่ประโยชน์ ช่วยป้องกันการเกิดโรคเหน็บชา (วิตามินบี1)
  25. รากลิ้นจี่หรือเปลือกของลำต้น ใช้แก้อาการติดเชื้อไวรัสและอีสุกอีใสได้ (ราก,เปลือกลำต้น)
  26. ช่วยลดอาการปวดต่างๆ (เมล็ด)
  27. ลิ้นจี่เป็นผลไม้เศรษฐกิจที่สำคัญของบ้านเรา โดยมีการนำไปแปรรูปเป็น ผลไม้กระป๋อง และอบแห้งเพื่อส่งออก
advertisements

คุณค่าทางโภชนาการของผลลิ้นจี่ (ไร้เปลือก) ต่อ 100 กรัม

  • ลิ้นจี่พลังงาน 66 กิโลแคลอรี่
  • คาร์โบไฮเดรต 16.53 กรัม
  • น้ำตาล 15.23 กรัม
  • เส้นใย 1.3 กรัม
  • ไขมัน 0.44 กรัม
  • โปรตีน 0.83 กรัม
  • วิตามินบี1 0.011 มิลลิกรัม 1%
  • วิตามินบี2 0.065 มิลลิกรัม 5%
  • วิตามินบี3 0.603 มิลลิกรัม 4%
  • วิตามินบี6 0.1 มิลลิกรัม 8%
  • วิตามินบี9 14 ไมโครกรัม 4%
  • วิตามินซี 71.5 มิลลิกรัม 86%
  • ธาตุแคลเซียม 5 มิลลิกรัม 1%
  • ธาตุเหล็ก 0.13 มิลลิกรัม 1%
  • ธาตุแมกนีเซียม 10 มิลลิกรัม 3%
  • ธาตุแมงกานีส 0.055 มิลลิกรัม 3%
  • ธาตุฟอสฟอรัส 31 มิลลิกรัม 4%
  • ธาตุโพแทสเซียม 171 มิลลิกรัม 4%
  • ธาตุโซเดียม 1 มิลลิกรัม 0%
  • ธาตุสังกะสี 0.07 มิลลิกรัม 1%

% ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่ (ข้อมูลจาก : USDA Nutrient database)

แหล่งอ้างอิง : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), เว็บไซต์หมอชาวบ้าน

เรียบเรียงข้อมูลโดย ฟ ริ น น์ .com

advertisements

  • nantikan

    น่ากิน

  • nantikan

    จังวะ

  • ze’nut จะบอกไว้ก่อน

    น่ากินนนนนน

Disclaimer : บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้อ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โปรดอ่านเพิ่มเติมหน้านโยบายและเงื่อนไขการใช้งานเว็บไซต์