• icon-facebook
  • icon-twitter
  • icon-google
  • icon-linkedin

วิตามินเอฟ (กรดไลโนเลอิก) ประโยชน์ของวิตามินเอฟ

icon-calendar 1 ก.ค. 2013
icon-view 342 ครั้ง
Vitamin-15


advertisements

กรดไลโนเลอิก

[vision_dropcap style="text" color="green"]A[/vision_dropcap]วิตามินเอฟ หรือ ไลโนเลอิก และ อะราคิโดนิก เป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่ได้จากการรับประทานอาหาร มีหน่วยวัดเป็นมิลลิกรัม (มก. หรือ mg.) โดยไขมันไม่อิ่มตัวช่วยเผาผลาญไขมันอิ่มตัว ในอัตรส่วนสมดุลที่คุณรับประทาน ควรจะเป็น 2 : 1 (ไขมันไม่อิ่มตัว 2 ส่วน ต่อ ไขมันไม่อิ่มตัว 1 ส่วน)

[vision_dropcap style="text" color="green"]B[/vision_dropcap]เมล็ดทานตะวัน 12 ช้อนชา หรือถั่วพีแคนครึ่งเมล็ด 18 ชิ้น ให้วิตามินเอฟที่พอเพียงสำหรับร่างกายใน 1 วัน หากร่างกายมีกรดไลโนเลอิกเพียงพอแล้ว กรดไขมันอีกสองตัวจะถูกสังเคราะห์ได้

[vision_dropcap style="text" color="green"]C[/vision_dropcap]แหล่งที่พบวิตามินเอฟตามธรรมชาติ ได้แก่ น้ำมันจากพืช เช่น น้ำมันรำข้าว น้ำมันเมล็ดทานตะวัน น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันเมล็ดแฟลกซ์ และถั่วตระกูลต่างๆ เช่น ถั่วลิสง วอลนัท อัลมอนด์ พีแคน เมล็ดฝักทอง อะโวคาโด เป็นต้น

[vision_dropcap style="text" color="green"]D[/vision_dropcap]แหล่งที่พบวิตามินบี1 ได้ตามธรรมชาติ ได้แก่ ผัก โฮลวีท ถั่วเหลือง ข้าวโอ๊ต ถั่วลิสง รำข้าว เปลือกข้าว เมล็ดที่ไม่ผ่านการขัดสี บริวเวอร์ยีสต์ นม ไข่แดง ปลา เนื้อออร์แกนิก เนื้อหมูไม่ติดมัน เป็นต้น

[vision_dropcap style="text" color="green"]E[/vision_dropcap]ผลเสียของการรับประทานเกินขนาด ในปัจจุบันยังไม่พบว่ามีอันตรายต่อร่างกายหากรับประทานในปริมาณมากๆ แต่อาจจะส่งผลให้มีน้ำหนักตัวอันไม่พึงประสงค์ได้ โดยศัตรูของวิตามินเอฟ ได้แก่ ความร้อน ออกซิเจน และไขมันอิ่มตัว

[vision_dropcap style="text" color="green"]F[/vision_dropcap]โรคจากการขาดวิตามินเอฟ ได้แก่ เป็นสิว และผื่นผิวหนังอักเสบชนิดเอ็กซีมา

ประโยชน์ของวิตามินเอฟ

  1. วิตามินเอฟช่วยป้องกันไม่ให้คอเลสเตอรอลไปสะสมที่ผนังหลอดเลือด
  2. ช่วยลดน้ำหนัก โดยเพิ่มการเผาผลาญไขมันอิ่มตัว
  3. ช่วยให้ผมและผิวพรรณมีสุขภาพดี
  4. ป้องกันอันตรายจากรังสีเอกซ์ได้ในระดับหนึ่ง
  5. ช่วยต่อสู้กับโรคหัวใจ
  6. ช่วยในการเจริญเติบโตของสุขภาพโดยรวม โดยกระตุ้นการทำงานของต่อมต่างๆ และทำให้เซลล์ต่างๆได้รับแคลเซียม

advertisements

คำแนะนำในการรับประทานวิตามินเอฟ

  • วิตามินเอฟในปัจจุบันยังไม่มีขนาดที่แนะนำให้รับประทานต่อวันอย่างเป็นทางการ แต่มีคำแนะนำว่า ควรมีอย่างน้อยร้อยละ 1 ของแคลลอรีที่คุณรับประทานในแต่ละวันควรจะมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่จำเป็นต่อร่างกายประกอบอยู่ด้วย
  • วิตามินเอฟในรูปแบบของอาหารเสริม มักมีวางจำหน่ายทั่วไปในรูปแบบของแคปซูล โดยมีขนาดตั้งแต่ 100 – 150 มิลลิกรัม
  • ควรรับประทานวิตามินเอฟร่วมกับ วิตามินอี พร้อมมื้ออาหาร เพื่อการดูดซึมที่ดีที่สุด
  • หากคุณรับประทานอาหารประเภทแป้งมาก ร่างกายจะต้องการวิตามินเอฟ หรือกรดไขมันไม่อิ่มตัวเพิ่มมากขึ้น
  • ผู้ที่กังวลเรื่องระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ควรรับประทานวิตามินเอฟให้พอเพียง
  • ถึงแม้ว่าถั่วส่วนใหญ่จะเป็นแหล่งของวิตามินเอฟที่ดี แต่ถั่วบราซิลและมะม่วงพิมพานต์ถือเป็นข้อยกเว้น
  • ควรระวังการรับประทานอาหารแบบแปลกๆ ที่มีไขมันอิ่มตัวสูง

แหล่งอ้างอิง : หนังสือวิตามินไบเบิล (ดร.เอิร์ล มินเดลล์)

เรียบเรียงข้อมูลโดย ฟรินน์ดอทคอม

advertisements

Disclaimer : บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้อ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ อ่านเพิ่มเติมที่ เงื่อนไขการใช้งานและนโยบายความเป็นส่วนตัว