• icon-facebook
  • icon-twitter
  • icon-google
  • icon-linkedin

ว่านสบู่เลือด สรรพคุณว่านสบู่เลือด กลิ้งกลางดง บอระเพ็ดพุงช้าง 43 ข้อ !

icon-calendar Published: 11/11/2013 (Updated: 26/06/2014)
icon-view 3,063 views
สบู่เลือดเถา

advertisements

ว่านสบู่เลือด

สบู่เลือด หรือ ว่านสบู่เลือด ชื่อวิทยาศาสตร์ Stephania venosa (Blume) Spreng. จัดอยู่ในวงศ์ MENISPERMACEAE เช่นเดียวกับสบู่เลือด โคคลาน บอระเพ็ด และย่านาง นอกจานี้ว่านสบู่เลือดยังมีมีชื่อท้องถิ่นอื่นๆ อีก เช่น กระท่อมเลือด (ภาคอีสาน), เป้าเลือด เปล้าเลือด เปล้าเลือดเครือ ชอเกอโท (ภาคเหนือ), กลิ้งกลางดง (ภาคตะวันตกเฉียงใต้), บอระเพ็ดยางแดง (ชายฝั่งทะเลภาคใต้), ฮ่อง (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี), ท่อมเลือด เป้าเลือดโห ยาปู่หย่อง เป็นต้น[1],[2],[5],[8]

ว่านสบู่เลือดเถา แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ สบู่เลือดตัวผู้ และสบู่เลือดตัวเมีย โดยสบู่เลือดตัวผู้เมื่อนำก้านมาเด็ดดูจะพบว่ามีน้ำยางสีแดงคล้ายเลือดสด นอกจากนี้ว่านสบู่เลือดยังมักมีการเรียกชื่อปนกันกับว่านสมุนไพรชนิดอื่นๆ เช่น บอระเพ็ดพุงช้าง กลิ้งกลางดง สบู่แดง เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นสมุนไพรคนละชนิดกัน เพียงแต่มีชื่อเรียกที่เหมือนกันว่า “สบู่เลือด[7] โดยผู้เขียนขออธิบายดังนี้

  • บอระเพ็ดพุงช้าง คือ สบู่เลือดเถาตัวเมีย ซึ่งผู้เขียนเข้าใจว่ามีชื่อวิทยาศาสตร์เหมือนสบู่เลือดเถาตัวผู้ คือ Stephania venosa (Blume) Spreng. ซึ่งสามารถพิสูจน์ได้ง่าย ด้วยการเด็ดใบเพื่อดูสีของน้ำยาง ถ้ายางไม่เป็นสีแดงจะเรียกว่า “บอระเพ็ดพุงช้าง[7]
  • กลิ้งกลางดง ผู้เขียนเข้าใจเป็นสมุนไพรอีกชนิดหนึ่งที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า “Stephania venosa (BP.) Spreng” ซึ่งจะมีสรรพคุณคล้ายๆ กับสบู่เลือดเถาตัวผู้ และอยู่ในวงศ์เดียวกันกับสบู่เลือดเถา หรือในวงศ์บอระเพ็ด (MENISPERMACEAE)
  • สบู่แดง ก็มีชื่อเรียกท้องถิ่นทางปัตตานีว่า “สบู่เลือด” เช่นกัน โดยสบู่แดงชนิดนี้จะมีชื่อวิทยาศาสตร์ Jatropha gossypifolia L. ซึ่งจัดอยู่ในวงศ์ยางพารา (EUPHORBIACEAE)
หัวว่านสบู่เลือด

หัวว่านสบู่เลือด

ลักษณะของว่านสบู่เลือด

  • สบู่เลือดมีอยู่ด้วย 2 ชนิด คือ
    • สบู่เลือดเถาตัวผู้ ใบมีสีเขียวอมแดง ส่วนก้านและเถาอ่อนมีสีม่วงแดง หัวมีลักษณะกลมโต ผิวขรุขระ มียางสีแดงเข้มคล้ายกับเลือด เนื้อในหัวมีสีเหลืองเข้ม เมื่อนำไปตากแห้งจะเปลี่ยนเป็นสีแดง[4]
    • สบู่เลือดเถาตัวเมีย ใบมีสีเขียว ก้านและเถามีสีเขียว ดอกมีสีเขียวอมขาว และยางแดงจางๆ คล้ายน้ำเหลือง ลักษณะของหัวจะกลมเล็ก เนื้อในหัวมีสีเหลืองอ่อนๆ และผิวเรียบ[4] ชนิดนี้จะไม่มีเลือด และผู้เขียนเข้าใจว่ามันคือ “บอระเพ็ดพุงช้าง[7] โดยหัวตัวเมียจะนิยมนำมาทำเป็นยาบำรุงร่างกาย บำรุงเลือด บำรุงกำหนัด ด้วยการนำมาเคี้ยวแบบสดๆ หรือนำมาต้มดิน หรือดองกินก็ได้[8]

ต้นสบู่เลือดหัวกระท่อมเลือด

  • ต้นว่านสบู่เลือด จัดเป็นไม้เลื้อย กิ่งและก้านมีน้ำยางสีแดงคล้ายเลือด เถาเกลี้ยง มีลำต้นอยู่บนดิน มีอายุราวหนึ่งปี โดยลำต้นงอกมาจากหัวขนาดใหญ่ที่อยู่ใต้ดิน หัวมีลักษณะกลมแป้น โดยทั่วไปแล้วจะมีขนาดเท่าลูกฟุตบอล หากมีอายุหลายปีอาจมีขนาดใหญ่เท่าโอ่งมังกร เปลือกหัวมีสีน้ำตาล เนื้อในมีสีขาวนวล มีรสชาติมันและเฝื่อนเล็กน้อย เป็นไม้ที่เจริญเติบโตได้ดีในช่วงฤดูฝน และมักจะตายหรือทรุดโทรมในช่วงฤดูแล้ง เมื่อถึงหน้าฝนจะแทงต้นขึ้นมาใหม่ พบขึ้นในป่าทั่วไป โดยเฉพาะป่าเบญจพรรณและป่าดิบแล้ง ขยายพันธุ์ด้วยหัวและเมล็ด[1],[2],[3],[4],[5],[7],[8]

ว่านสบู่เลือด

  • ใบว่านสบู่เลือด มีใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับกัน ลักษณะของใบเป็นรูปแกมสามเหลี่ยมกว้างหรือเป็นรูปไข่แกมหัวใจ โคนใบเป็นรูปตัดหรือเว้าเล็กน้อย ปลายใบแหลมหรือมีติ่งเล็กน้อย ขอบใบเว้าเล็กน้อยทำให้ใบมีลักษณะเป็นรูปค่อนข้างสามเหลี่ยม และขอบใบหรือแผ่นใบเป็นคลื่นเล็กน้อย ใบกว้างประมาณ 7-12 เซนติเมตร และยาวประมาณ 6-11 เซนติเมตร ผิวใบด้านล่างมีขนละเอียดอยู่เล็กน้อย และเป็นมันวาวเล็กน้อย มักเห็นเส้นใบได้ชัดเจน ส่วนก้านใบยาวประมาณ 5-15 เซนติเมตร[1],[2],[3],[5]

สมุนไพรว่านสบู่เลือดใบกระท่อมเลือด

  • ดอกว่านสบู่เลือด ออกดอกเป็นช่อ ดอกเป็นแบบแยกเพศอยู่ต่างต้นกัน ช่อดอกตัวผู้ เป็นช่อแบบซี่ร่ม มีความยาวประมาณ 4-16 เซนติเมตร มีช่อย่อยเป็นกระจุก ก้านดอกย่อยยาวประมาณ 1-2 มิลลิเมตร ส่วนกลีบเลี้ยงด้านนอกมี 6 กลีบ ยาวประมาณ 2-2.5 มิลลิเมตร ส่วนกลีบเลี้ยงด้านในเป็นรูปไข่กลับหรือรูปสามเหลี่ยมกลับมีอยู่ 3 กลีบ ยาวประมาณ 1.25 มิลลิเมตร โดยเกสรตัวผู้จะติดรวมกันอยู่ที่ก้านมีลักษณะเป็นวงแหวน ก้านชูเกสร ยาวประมาณ 1-1.75 มิลลิเมตร ส่วนช่อดอกเพศเมีย มักจะหนาแน่นกว่า บางช่อค่อนข้างจะติดกัน ก้านดอกสั้นมาก มีกลีบเลี้ยง 1 กลีบ เป็นรูปรี ยาวประมาณ 0.75 มิลลิเมตร กลีบดอกคล้ายรูปไต ยาวประมาณ 0.75 มิลลิเมตร มีรังไข่ค่อนข้างเป็นรูปรี มีความยาวประมาณ 1.5 มิลลิเมตร กลีบของดอกมีสีส้ม[1],[2],[5]
  • ผลว่านสบู่เลือด ผลสด ผลเป็นแบบเมล็ดเดียวเปลือกเมล็ดแข็ง ลักษณะของผลเป็นรูปไข่กลับ ยาวประมาณ 7 มิลลิเมตร[1],[2],[5]
เมล็ดว่านสบู่เลือด

เมล็ดว่านสบู่เลือด

สรรพคุณของว่านสบู่เลือด

  1. หัวว่านสบู่เลือด นำมาดองกับเหล้ากินเป็นยาบำรุงกำลัง ช่วยทำให้กระชุ่มกระชวย สุขภาพแข็งแรง (หัว[1],[4],[6], หัว[9])
  2. สรรพคุณสบู่เลือด ช่วยบำรุงกำหนัด (หัว)[1],[4],[6],[9]
  3. ช่วยบำรุงธาตุไฟในร่างกาย (ใบ)[9]
  4. หัวนำตากแห้งแล้วบดเป็นผงปั้นเป็นลูกกลอนไว้กินเป็นยาอายุวัฒนะ (หัว)[1],[6]
  5. รากว่านสบู่เลือด สรรพคุณช่วยบำรุงประสาท บำรุงเส้นประสาท ป้องกันโรคความจำเสื่อม (ราก,ใบ)[1],[6],[9]
  6. ช่วยแก้อาการปวดศีรษะ แก้ไมเกรน (หัว)[6],[7]
  7. หัวใช้ผสมกับยาสมุนไพรอื่นๆ (ไม่ระบุ) มีฤทธิ์ทำให้ง่วงนอน (หัว)[8]
  8. มีการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาใช้เป็นยาป้องกันโรคอัลไซเมอร์ เนื่องจากกระท่อมเลือดมีสารที่มีคุณสมบัติช่วยยับยั้งเอนไซม์ Acetylcholine esterase ทั้งยังพัฒนาเพื่อใช้เป็นยาต้านมะเร็งอีกด้วย (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)[8]
  9. ช่วยทำให้เจริญอาหาร (หัว)[1]
  10. ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)[9]
  11. ช่วยรักษาอาการผอมแห้ง (หัว)[4] ด้วยการใช้หัวนำมาต้มอาบหรือต้มกินเป็นยาบำรุงของสตรี แก้อาการผอมแห้ง หน้าตาซีดเซียวไม่มีน้ำมีนวล ไม่ค่อยมีเรี่ยวแรงได้ แต่การใช้สมุนไพรชนิดนี้ต้องระมัดระวังสักหน่อยหากนำมาใช้กับสตรี (หัว)[8]
  12. สมุนไพรสบู่เลือด สรรพคุณช่วยรักษาโรคมะเร็งต่างๆ (หัว)[6])
  13. ช่วยรักษาโรคหัวใจ (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)[4]
  14. ช่วยรักษาโรคเบาหวาน (หัว)[6],[8]
  15. ช่วยรักษาโรคโลหิตจาง คนเลือดจางหรือเลือดน้อยให้ใช้หัวนำมาต้มกิน (หัว)[6],[7]
  16. ช่วยแก้เลือดลม ช่วยลดความดันโลหิต (หัว)[8]
  17. ช่วยแก้ปอดพิการ (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)[4]
  18. ช่วยกระจายลมที่แน่นในอก (เถา,ต้น)[6],[9]
  19. ช่วยรักษาโรคลมชักหรือลมบ้าหมู โดยในตำราพระเทพระบุว่าให้ใช้สมุนไพรสบู่เลือดที่มีสีแดงเรื่อๆ (สีขาวไม่ใช้) ประมาณ 3 กิโลกรัมขึ้นไปเพื่อความเข้มข้นของยา นำหัวมาหั่นเป็นแว่นๆ แล้วนำไปตากแดดให้แห้ง หลังจากนั้นนำมาบดให้ละเอียดผสมกับน้ำผึ้งปั้นเป็นยาลูกกลอนขนาดเท้าเม็ดพุทรา ใช้กินก่อนอาหารเช้า เที่ยง และเย็น กินไปประมาณ 4-6 ปีอาการจะหายขาด (หัว)[4]
  20. หัวใช้ต้มน้ำดื่ม ช่วยแก้ไข้ ช่วยลดไข้ของเด็กได้ (หัว,ราก)[3],[9]
  21. เปลือกและใบ ใช้ต้มน้ำดื่ม ช่วยแก้ไข้มาลาเรียได้ (เปลือก,ใบ)[5]
  22. ช่วยแก้หอบหืด ด้วยการใช้หัวนำมาต้มกับน้ำดื่ม (หัว,ราก)[3],[9]
  23. หัวใช้ดองกับเหล้ากิน มีสรรพคุณช่วยขับเสมหะ (หัว)[6] ส่วนหนามของว่านสบู่เลือดช่วยแก้เสมหะในคอและทรวงอก (ต้น,หนาม)[9]
  24. ช่วยแก้บิด (หัว,ราก)[9]
  25. ช่วยขับผายลม (หัว)[6],[9]
  26. ช่วยในการย่อยอาหาร (ดอก[6], ผล[9])
  27. ช่วยทำให้อุจจาระละเอียด (ดอก)[9]
  28. เถานำมาต้มกินเป็นยาขับพยาธิในลำไส้ (เถา)[1],[4],[6],[9]
  29. ดอกว่านสบู่เลือด สรรพคุณช่วยฆ่าแม่พยาธิอันเกิดจากโรคเรื้อน และกุฏฐัง (ดอก)[9]
  30. หนามของว่านสบู่เลือด สรรพคุณช่วยแก้โลหิตอันเน่าในท้องในตกใน (หนาม)[9]
  31. เถาใช้ปรุงเป็นยาขับโลหิตระดูของสตรีได้ (เถา)[4],[6],[9]
  32. ช่วยแก้อาการตกเลือดของสตรี แก้มุตกิดระดูขาว หรือตกขาวได้อย่างชะงัด ด้วยการใช้หัวสบู่เลือดสดๆ นำมาหั่นเป็นชิ้นบางๆ สัก 3-4 แว่นตำละเอียด ผสมรวมกับน้ำซาวข้าว หรือเหล้าขาว 40 ดีกรี แล้วคั้นเอาเฉพาะน้ำมากิน 1 ถ้วยชา ในช่วงเช้า เย็น และก่อนนอน (หัว)[4]
  33. หัวใช้ต้มกิน ช่วยแก้ประจำเดือนมาไม่ปกติของสตรีได้ (หัว)[7]
  34. ใบ สามารถนำมาใช้รักษาแผลสดและแผลเรื้อรังได้ (ใบ)[1],[2],[6],[9]
  35. ใบใช้ผสมกับสมุนไพรอื่น ต้มอบไอน้ำ ช่วยรักษาโรคผิวหนัง ผื่นคันตามตัวได้ (ใบ)[5]
  36. ช่วยแก้โรคผิวหนังมีผื่นคัน (ดอก)[6],[9]
  37. ช่วยแก้มะเร็งคุดทะราด แก้กลากเกลื้อน และหิด (ดอก,ใบ,ต้น,ราก)[9]
  38. ช่วยแก้โรคเรื้อนใหญ่ เรื้อนน้อย (ใบ,ต้น,ราก)[9]
  39. ช่วยแก้โรคมือเท้าไม่มีกำลังได้ (ต้น)[9]
  40. เถาและก้าน นำมาใช้ดองกับสุรากิน จะช่วยทำให้ผิวหนังชา ผิวอยู่ยงคงกระพันเฆี่ยนตีไม่แตก นักเลงสมัยโบราณนิยมกันมากทั้งนำมากินและนำมาทา (เถา,ก้าน)[4],[8]
  41. น้ำยางสีแดงสามารถนำมาใช้เป็นหมึกเพื่อใช้สักยันต์ตามตัวเพื่อทำให้หนังเหนียวได้ (น้ำยางสีแดง)[8]
  42. ช่วยแก้อาการปวดเมื่อยตามร่างกาย ด้วยการใช้หัวสบู่เลือดฝานบางๆ ประมาณ 2 กำมือ นำมาดองกับเหล้าขาว 1 ขวด แล้วเติมน้ำผึ้งพอประมาณ ดองทิ้งไว้ประมาณ 1 ดื่ม ใช้ดื่มครั้งละ 1 แก้วเป๊ก ก่อนอาหาร 3 มื้อและช่วงก่อนนอน (หัว)[4]
  43. ประโยชน์ของว่านสบู่เลือด ดอกช่วยแก้สิว แก้ฝ้าได้ (ดอก,ใบ,ต้น,ราก)[9]

ว่านสบู่เลือดเถา

References
  1. อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.  “กระท่อมเลือด“.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.pharmacy.mahidol.ac.th.  [11 พ.ย. 2013].
  2. ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม.  “กระท่อมเลือด“.  อ้างอิงใน: หนังสือสยามไภษัชยพฤกษ์. [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.qsbg.org.  [11 พ.ย. 2013].
  3. โครงการเผนแพร่ข้อมูลทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นบนพื้นที่สูง สถาบันวิจัยและพัฒนาที่สูง (องค์กรมหาชน).  “Stephania venosa (Blume.) Spreng”.  อ้างอิงใน: หนังสือพืชอาหารและสมุนไพรท้องถิ่นบนพื้นที่สูง.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: eherb.hrdi.or.th.  [11 พ.ย. 2013].
  4. จำรัส เซ็นนิล.  “สบู่เลือด แก้ลมชัก-ไตพิการ”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.jamrat.net.  [10 พ.ย. 2013].
  5. ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม.  “เปล้าเลือด“.  อ้างอิงใน: หนังสือชุดพรรณไม้เมืองไทย พืชสมุนไพร 1.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.qsbg.org.  [11 พ.ย. 2013].
  6. ฝ่ายปฏิบัติการวิจัยและเรือนปลูกพืชทดลอง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.  “กลิ้งกลางดง“.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: clgc.rdi.ku.ac.th.  [11 พ.ย. 2013].
  7. หนังสือสมุนไพรกำจัดโรค.  (คีตะธารา).
  8. กลุ่มรักษ์เขาใหญ่ .  “กระท่อมเลือด…แดงปลั่ง ให้กำลังหญิงชาย”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.rakkhaoyai.com.  [11 พ.ย. 2013].
  9. PP Miracle Herb.  “สมุนไพรว่านสบู่เลือด“.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.ppmiracleherb.com.  [11 พ.ย. 2013].

ภาพประกอบ : www.flickr.com (by MOBBS | モブス | Greenish Grocery), เว็บไซต์ thaiforestherb.blogspot.com

เรียบเรียงข้อมูลโดย ฟรินน์.คอม

advertisements

  • http://frynn.com/ Greenerald Health

    ปรับปรุงเนื้อหาครั้งที่ 2 (13/12/56)
    – เพิ่มรายชื่อพืชที่อยู่ในวงศ์เดียวกัน

Disclaimer : บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้อ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โปรดอ่านเพิ่มเติมหน้านโยบายและเงื่อนไขการใช้งานเว็บไซต์

HOME HOME