• icon-facebook
  • icon-twitter
  • icon-google
  • icon-linkedin

สบู่เลือด สรรพคุณและประโยชน์ของต้นสบู่เลือด 19 ข้อ !

icon-calendar เผยแพร่: 10/11/2013 (แก้ไขล่าสุด: 26/06/2014)
icon-view 2,989 ครั้ง
ใบสบู่เลือด

advertisements

สบู่เลือด

สบู่เลือด หรือ ว่านสบู่เลือด ชื่อวิทยาศาสตร์ Stephania pierrei Diels จัดอยู่ในวงศ์ MENISPERMACEAE เช่นเดียวกับสบู่เลือด บอระเพ็ด โคคลาน และย่านาง และยังจัดอยู่ในสกุลสบู่เลือด (Stephania) นอกจากนี้สบู่เลือดยังมีชื่อท้องถิ่นอื่นๆ อีก เช่น บัวเครือ (เพชรบูรณ์), บัวกือ (เชียงใหม่, เพชรบุรี), บัวบก (กาญจนบุรี,นครราชสีมา), เปล้าเลือดเครือ (ภาคเหนือ), โกฐหัวบัว (ภาคกลาง), พุ่งเหมาด้อย (เมี่ยน), เป็นต้น[1],[2]

ทำความเข้าใจกันก่อน ! : ผู้เขียนเข้าใจว่าสบู่เลือดที่เรากำลังพูดถึงกันอยู่นี้ เป็นไม้คนละชนิดกันกับ “เปล้าเลือด” หรือ “บอระเพ็ดยางแดง” (Stephania venosa (Blume) Spreng.) หรือที่มีชื่อเรียกเหมือนกันว่า “สบู่เลือด” ซึ่งทั้งสองชนิดนี้จัดอยู่ในวงศ์และสกุลเดียวกัน แต่เป็นไม้คนละชนิด นอกจากนี้ยังเป็นคนละชนิดกันกับ “สบู่แดง” (Jatropha gossypifolia L.) เพียงแต่ว่ามีชื่อเรียกที่ตรงกันว่า “สบู่เลือด” เท่านั้นเอง โดยสบู่แดงนั้นจะจัดอยู่ในวงศ์ยางพารา (EUPHORBIACEAE) ซึ่งเป็นคนละวงศ์และคนละสกุลกันกับสบู่เลือดที่เรากำลังกล่าวถึงอยู่ครับ

ลักษณะของสบู่เลือด

  • ต้นสบู่เลือด จัดเป็นไม้ล้มลุกหรือไม้พุ่ม มีหัวขนาดใหญ่อยู่ใต้ดิน ลักษณะกลมแป้น เปลือกของหัวมีสีน้ำตาล ส่วนเนื้อในหัวมีสีขาวนวล มีรสชาติมันและเฝื่อนเล็กน้อย โดยลำต้นจะแทงขึ้นจากหัว โค้งงอลงสู่พื้นดิน เป็นไม้กึ่งเลื้อยทอดยาวได้ประมาณ 3-5 เมตร[1]

สบู่เลือด

  • ใบสบู่เลือด มีใบเป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับกัน ใบมีลักษณะเป็นรูปเกือบกลม หรือเป็นรูปกลมคล้ายใบบัว แต่จะมีขนาดเล็กกว่า ใบมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3-6 เซนติเมตร บางครั้งมีติ่งหนามที่ปลาย เนื้อใบบางคล้ายกระดาษแต่แข็ง มีเส้นใบออกจากโคนใบเป็นรูปฝ่ามือ เส้นใบเป็นร่างแหค่อนข้างทั้งสองด้าน มีก้านใบติดอยู่ที่กลางแผ่น ก้านใบยาวประมาณ 2-3.5 เซนติเมตร[1],[3]

ว่านสบู่เลือดต้นสบู่เลือด

  • ดอกสบู่เลือด ออกดอกเป็นช่อแบบกระจุกตามซอกใบหรือง่ามใบยาวประมาณ 1 เซนติเมตร ก้านช่อดอกเรียวเล็ก ยาวประมาณ 7-8 มิลลิเมตร ดอกเป็นแบบแยกเพศ ดอกเพศผู้มีก้านดอกยาวประมาณ 1-2 มิลลิเมตร ดอกมีกลีบมีกลีบเลี้ยง 4-5 กลีบ เป็นรูปขอบขนานหรือรูปไข่กลับ มีสีเหลือง เนื้อกลีบนุ่ม มักมีขนาดไม่เท่ากัน กลีบเลี้ยงยาวประมาณ 1-2 มิลลิเมตร ไม่มีกลีบดอก เกสรเพศผู้เชื่อมติดกัน ไม่มีก้านหรือติดบนก้าน ยาวประมาณ 0.5 มิลลิเมตร[1],[3]
  • ผลสบู่เลือด ผลเป็นแบบมีเมล็ดเดียวแข็ง ผลมีลักษณะเป็นรูปทรงกลมหรือค่อนข้างเป็นรูปไข่กลับ มีเส้นผ่านศูนย์กลางยาวประมาณ 7-8 มิลลิเมตร ผนังของผลชั้นในจะมีรูเล็กๆ ตรงกลาง ด้านบนมีตุ่มเรียงกันเป็น 4 แถว โค้ง และมีทั้งหมดประมาณ 16-19 ตุ่ม[1],[3]

สรรพคุณสบู่เลือด

  1. ใช้เป็นยายุวัฒนะ ด้วยการใช้หัวนำมาตากแห้งบดเป็นผง ใช้ผสมกับน้ำผึ้งใช้เป็นยาลูกกลอนนำรับประทาน (หัว)[3]
  2. ช่วยทำให้เกิดกำลัง ช่วยบำรุงกำหนัด (หัว,ก้าน)[1]
  3. ช่วยบำรุงธาตุไฟ (ใบ)[1]
  4. หัวนำมารับประทาน ช่วยทำให้เจริญอาหารและแข็งแรง (หัว)[3]
  5. เครือนำมาต้มใส่ไก่ร่วมกับว่านมหากาฬ ใช้รับประทานเป็นยาบำรุงเลือด (เครือ)[3]
  6. ช่วยบำรุงเส้นประสาท (ราก)[1]
  7. รากหรือหัวนำมาตำใช้พอกศีรษะ ช่วยแก้อาการปวดศีรษะได้ (ราก,หัว)[4]
  8. รากหรือหัวสบู่เลือด สรรพคุณช่วยแก้หืด (ราก,หัว)[4]
  9. ช่วยแก้เสมหะเบื้องบน (หัว,ก้าน)[1]หัวสบู่เลือด
  10. ต้นสบู่เลือด สรรพคุณช่วยกระจายลมขับลมที่แน่นในอกได้ (ต้น)[1],[3]
  11. ช่วยทำให้อุจจาระละเอียด (ดอก)[1]
  12. ช่วยขับพยาธิในลำไส้ (เถา)[1]
  13. ช่วยขับโลหิตระดูของสตรี (เถา)[1]
  14. ช่วยแก้อาการตกเลือดของสตรี อาการมุตกิดระดูขาวหรือตกขาวได้อย่างชะงัด ด้วยการนำหัวมาหั่นเป็นชิ้นบางๆ สัก 3 แว่น นำมาตำโขลกกับน้ำซาวข้าวหรือสุราให้ละเอียด แล้วคั้นเอาแต่น้ำมาดื่มประมาณ 1 ถ้วยชา เช้า เย็น และก่อนนอน (หัว)[1]
  15. ช่วยแก้น้ำเหลืองเสีย (เหง้า)[5]
  16. ใบนำมาใช้ใส่บาดแผลสดและเรื้อรัง (ใบ)[1]
  17. ช่วยฆ่าเชื้อ รักษาโรคเรื้อน (ดอก)[1],[3]
  18. หัวกับก้านใบใช้รับประทานร่วมกับสุรา ช่วยทำให้เกิดอาการชา ผิวหนังอยู่ยงคงกระพัน ถูกเฆี่ยนหรือตีไม่เจ็บไม่แตก แต่เมื่อหมดฤทธิ์ยาแล้วจะเกิดอาการเจ็บภายหลัง นักเลงสมัยก่อนนิยมใช้กันนัก (หัว,ก้าน)[1],[4]
  19. ประโยชน์สบู่เลือด หัวนำมาใช้ต้มดื่มช่วยแก้อาการปวดเมื่อยได้ (หัว)[4]

สมุนไพรสบู่เลือด

References
  1. สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.rspg.or.th.  [10 พ.ย. 2013].
  2. หนังสือชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย.  สวนพฤกษศาสตร์ป่าไม้ สำนักวิชาการป่าไม้ กรมป่าไม้.  (เต็ม สมิตินันทน์).
  3. หนังสือสมุนไพรไทยตอนที่ 7.  ส่วนพฤกษศาสตร์ป่าไม้ สำนักวิชาการป่าไม้ หอพรรณไม้ กรมป่าไม้.  (ก่องการดา ชยามฤต).
  4. ระบบฐานข้อมูลทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชน สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน).  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.bedo.or.th.  [10 พ.ย. 2013].
  5. พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.sci.psu.ac.th.  [10 พ.ย. 2013].

เรียบเรียงข้อมูลโดย ฟรินน์.คอม

advertisements

Disclaimer : บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้อ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โปรดอ่านเพิ่มเติมหน้านโยบายและเงื่อนไขการใช้งานเว็บไซต์

HOME HOME