• icon-facebook
  • icon-twitter
  • icon-google
  • icon-linkedin

หญ้าคา สรรพคุณและประโยชน์ของหญ้าคา 48 ข้อ !

icon-calendar 5 ม.ค. 2014
icon-view 2,358 ครั้ง
หญ้าคา

advertisements

หญ้าคา

หญ้าคา ชื่อสามัญ Alang-alang, Blady grass (หญ้าใบมีด), Cogongrass, Japanese bloodgrass, Kunai grass, Lalang, Thatch Grass หญ้าคา ชื่อวิทยาศาสตร์ Imperata Cylindrica Beauv. หรือ Imperata cylindrica (Linn.) Beauv. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Imperata cylindrica (L.) P. Beauv.) จัดอยู่ในวงศ์ GRAMINEAE หรือ POACEAE เช่นเดียวกับตองกง หญ้ากุศะ หญ้าปากควาย และต้นอ้อย[1],[3],[4],[5],[7]

สมุนไพรหญ้าคา ยังมีชื่อท้องถิ่นอื่นๆ อีก เช่น หญ้าหลวง หญ้าคา (ทั่วไป), สาแล (มลายู-ยะลา-ตานี), กะหี่ (กะเหรี่ยงเชียงใหม่), บร่อง (ปะหล่อง), ทรูล (ลั้วะ), ลาลาง ลาแล (มะลายู), แปะเม่ากึง เตี่ยมเซากึง (จีน-แต้จิ๋ว), คา แฝกคา ลาแล เก้อฮี เป็นต้น[1],[3],[4]

หมายเหตุ : หญ้าคา เป็นพืชคนละชนิดกันกับหญ้าแฝก (Vetiveria zizanioides)

ลักษณะของหญ้าคา

  • ต้นหญ้าคา จัดเป็นพืชจำพวกหญ้า มีลำต้นอยู่ใต้ดินเป็นเส้นกลม สีขาวทอดยาว มีข้อชัดเจน ผิวเรียบ หรืออาจมีขนอยู่บ้างเล็กน้อย สามารถแตกกิ่งก้านสาขาเลื้อยแผ่และงอกไปเป็นกอใหม่ๆ ได้มากมายหลายกอ โดยหญ้าคาจัดเป็นวัชพืชที่ชอบแสงแดดและมีความทนทานสูงมาก เผากำจัดหรือทำลายได้ยาก ยิ่งเผาทำลายก็เหมือนไปช่วยกระตุ้นให้มันงอกมากขึ้น ทำให้ออกดอกแพร่พันธุ์มากยิ่งขึ้นไปอีก จึงกลายเป็นวัชพืชที่ลุกลามไปตามท้องไร่หรือพื้นที่ต่างๆ และกำจัดได้ยากชนิดหนึ่ง อีกทั้งยังเป็นวัชพืชที่แก่งแย่งธาตุอาหารและน้ำกับพืชที่ปลูก และยังปลดปล่อยสารธรรมชาติบางชนิดที่มีฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญเติบโตของพืชชนิดอื่นๆ ซึ่งสามารถพบได้ตามท้องทุ่งทั่วไป ตามพื้นที่รกร้างว่างเปล่า ตามหุบเขา และตามริมทางทั่วไป ซึ่งโดยทั่วไปแล้วพืชชนิดนี้จะขยายพันธุ์ด้วยวิธีการใช้เมล็ด แต่ก็ยังสามารถขยายพันธุ์ด้วยลำต้นใต้ดินได้ด้วยเช่นกัน[1],[5]

รูปหญ้าคา

ต้นหญ้าคา

รากหญ้าคา

  • ใบหญ้าคา ใบแตกออกมาจากลำต้นที่อยู่ใต้ดิน ลักษณะของใบแบนเรียวยาว ใบมีความประมาณ 20-50 เซนติเมตร และกว้างประมาณ 5-9 มิลลิเมตร ตอนแตกใบอ่อนใหม่ๆ จะมีปลอกหุ้มแหลมแข็งที่ยอดยาวประมาณ 1 มิลลิเมตร งอกแทงขึ้นมาจากดิน[1]

ใบหญ้าคา

  • ดอกหญ้าคา ออกดอกเป็นช่อรูปทรงกระบอก มีความยาวประมาณ 5-20 เซนติเมตร มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1.5-3 เซนติเมตร มีดอกย่อยอยู่ติดกันแน่น เมื่อแก่จะเป็นขนฟูสีขาว และเมล็ดจะหลุดร่วงและปลิวไปตามสายลม และแพร่กระจายพันธุ์ไปได้ไกลๆ โดยหญ้าคาที่ขึ้นอยู่ตามทุ่งหญ้าจะออกดอกในช่วงฤดูร้อน ส่วนหญ้าคาที่ขึ้นตามที่ชื้นแฉะจะออกดอกในช่วงปลายฤดูร้อนหรือฤดูหนาว[1]

ดอกหญ้าคา

  • ผลหญ้าคา หรือ เมล็ดหญ้าคา เมล็ดเป็นผลแห้ง ไม่แตก มีลักษณะเป็นรูปรี เมล็ดมีสีเหลือง เมล็ดแก่จะหลุดปลิวไปตามลม สามารถแพร่ขยายพันธุ์ไปได้ไกล และในหนึ่งต้นสามารถผลิตเมล็ดได้มากถึง 3,000 เมล็ด[2],[3],[4],[5]

เมล็ดหญ้าคา

การเก็บมาใช้และวิธีการใช้สมุนไพรหญ้าคา

  • ช่อดอกหญ้าคา ให้เด็ดมาทั้งก้านตอนดอกบานในช่วงฤดูร้อนหรือหนาว จะใช้สดๆ หรือตากแห้งเก็บไว้ใช้ก็ได้ ใช้ช่อดอกแห้งประมาณ 10-15 กรัม นำมาต้มกับน้ำกิน หากใช้เป็นยาภายนอก ให้นำมาตำแล้วพอกหรืออุดที่รูจมูก[1]
  • ขน (ดอกแก่) ให้เก็บเมื่อช่อดอกแก่เต็มที่แล้ว โดยจะมีลักษณะเป็นสีขาวฟู เก็บมาได้ก็ให้นำมาตากแห้งเก็บไว้ใช้ ใช้ภายใน ให้ใช้ขนแห้งประมาณ 10-15 กรัม นำมาต้มกับน้ำกิน หากใช้เป็นยาภายนอก ให้นำมาตำแล้วพอกหรืออุดทีรูจมุก[1]
  • ใบหญ้าคา ตัดแล้วนำมาผึ่งให้แห้ง เก็บไว้ใช้ได้ หากใช้ภายนอก ให้นำมาแช่หรือต้มกับน้ำอาบ[1]
  • รากหญ้าคา ให้เก็บในช่วงฤดูฝนหรือฤดูหนาว ให้ตัดส่วนที่อยู่เหนือดินทิ้ง แล้วขุดเอาแต่รากหรือลำต้นที่อยู่ใต้ดินนำมาล้างให้สะอาด และขูดเอารากที่เป็นฝอยๆ ออก จะใช้สดหรือนำมาตากแห้งเก็บไว้ใช้ก็ได้ ใช้ภายใน ให้นำรากแห้งใช้ประมาณ 10-15 กรัม ถ้าเป็นรากสดให้ใช้ประมาณ 30-60 กรัม นำมาต้มกับน้ำกิน หรือคั้นเอาน้ำกิน หากใช้ภายนอกให้นำมาบดเป็นผง[1]

สรรพคุณของหญ้าคา

  1. ในประเทศจีนใช้หญ้าคาเป็นยาบำรุงกำลังหลังจากการฟื้นไข้ และยังใช้เป็นยาห้ามเลือด และลดอาการไข้อีกด้วย (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)[1]
  2. สรรพคุณหญ้าคา ช่วยรักษาความดันโลหิตสูง (ราก)[1]
  3. ผลใช้กินเป็นยาสงบประสาท (ผล)[1]
  4. รากใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับยารักษาโรคตานขโมย (ราก)[4]
  5. รากมีสรรพคุณช่วยแก้ไข้ แก้อาการไอ (ราก)[1] ส่วนดอกช่วยแก้อาการไอ (ดอก)[7]
  6. ชาวซูลู ใช้หญ้าคาเพื่อช่วยแก้อาการสะอึก (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)[1]
  7. ช่วยแก้โรคมะเร็งคอ (ต้น)[7]
  8. ช่วยแก้หอบ ด้วยการใช้รากสดประมาณ 1 กำมือ และเปลือกของต้นหม่อนอย่างละเท่ากัน ใส่ในน้ำ 2 ชาม แล้วต้มจนเหลือ 1 ชาม แล้วเอาน้ำที่ได้มากิน (ราก)[1]
  9. รากหญ้าคา สรรพคุณช่วยแก้เลือดกำเดาไหล เลือดกำเดาออกง่าย หรือออกมาไม่ค่อยหยุด ด้วยการใช้ช่อดอกแห้งประมาร 15 กรัม และจมูกหมู 1 อัน นำมาต้มให้เดือดประมาณ 1 ชั่วโมง ใช้รับประทานหลังอาหารหลายครั้ง อาจทำให้หายขาดได้ หรือจะใช้ขน (ดอกแก่) นำมาต้มกับน้ำดื่ม หรือจะใช้รากแห้งบดเป็นผงประมาร 2.6 กรัม นำมาผสมกับน้ำซาวข้าวใช้กิน หรือจะใช้รากสดประมาณ 30 กรัม นำมาต้มกับน้ำดื่มในขณะที่เลือดกำเดาไหล หรือจะใช้น้ำคั้นจากสดดื่มกินประมาณ 1 ถ้วยชา (15 มิลลิกรัม) ก็ได้ และถ้าจะใช้เป็นยาห้ามเลือดกำเดาก็ให้ใช้ช่อดอกหรือขน นำมาตำแล้วอุดที่รูจมูก (ดอก,ขน (ดอกแก่),ราก)[1],[6]
  10. หญ้าคา สรรพคุณช่วยแก้อาการอาเจียนเป็นเลือด (ช่อดอก,ราก)[1],[7]
  11. ช่วยแก้อาการร้อนในกระหายน้ำ ด้วยการใช้รากแห้งประมาณ 30 กรัม นำมาต้มเอาแต่น้ำดื่มเป็นประจำ (ราก)[1],[6],[7]
  12. สรรพคุณของรากหญ้าคา ช่วยแก้ปัสสาวะขัด ด้วยการใช้รากสดประมาณ 500 กรัม นำมาลอกเปลือกที่อยู่ระหว่างข้อออก แล้วหั่นเป็นฝอยใส่น้ำ 4 ถ้วยใหญ่ และต้มให้เดือดประมาณ 10 นาที จนให้รากจมน้ำหมด หลังจากนั้นให้แยกเอากากออก ใช้รินกินขณะยังอุ่นๆ ประมาณครั้งละครึ่งถ้วย วันละ 5-6 ครั้ง และกลางคืนอีก 2-3 ครั้ง กินต่อเนื่องกันจนครบ 12 ชั่วโมง แล้วปัสสาวะจะถูกขับออกมามากขึ้น (ราก)[1]
  13. ช่วยแก้อาการอาเจียนเป็นเลือด ด้วยการใช้รากแห้งประมาณ 30 กรัม แล้วนำมาต้มกับน้ำกิน หรือจะผสมกับรากบัว (ประมาณ 15 กรัม) ร่วมด้วย แล้วนำมาต้มกับน้ำกินก็ได้เช่นกัน (ราก)[1]
  14. ช่วยแก้พิษอักเสบในกระเพาะอาหาร (ราก)[6]
  15. ช่วยแก้โรคมะเร็งในลำไส้ (ดอก)[7]
  16. ช่วยแก้บิด (น้ำต้มจากรากสด)[1]
  17. ช่วยแก้อุจจาระเป็นเลือด (ดอก[6], ขน (ดอกแก่)[1])
  18. ช่วยแก้ริดสีดวงทวารต่างๆ (ดอก)[7] ส่วนในประเทศกัมพูชา ใช้หญ้าคาเป็นยาสำหรับรม แก้ริดสีดวงทวาร (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)[1]
  19. รากและเหง้าหญ้าคาใช้ต้มกับน้ำกินเป็นยาขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะขัด (ราก)[1],[2]
  20. ช่วยแก้อาการกระเพาะปัสสาวะอักเสบ แก้พิษอักเสบในกระเพาะปัสสาวะ ปัสสาวะแดง (ราก[2],[7], ดอก[7])
  21. ช่วยแก้ปัสสาวะเป็นเลือด ด้วยการใช้รากหญ้าคาประมาณ 1 กำมือ ใส่ในน้ำ 1 ถ้วยใหญ่ แล้วต้มจนเหลือ 1 ถ้วยชา (ประมาณ 15 มิลลิเมตร) ใช้รินกินขณะยังอุ่นๆ หรือจะใช้รากแห้ง และเมล็ดผักกาดน้ำอย่างละ 30 กรัม และน้ำตาลทราย 15 กรัม นำมาต้มกับน้ำกินก็ได้ แต่หากนำมาใช้กับสัตว์ เช่น วัว ม้า ก็ให้ใช้รากสดประมาณ 120 กรัม ผสมคนล้างน้ำด่าง แล้วล้างให้หมดด่าง นำมาตากแห้งเผาเป็นถ่านให้ได้ประมาณ 30 กรัม และใช้ใบหญ้าขุยไม้ไผ่สดประมาณ 120 กรัม นำมาต้มให้สัตว์เลี้ยงกิน (ราก, ขน (ดอกแก่))[1]
  22. ช่วยแก้อาการปัสสาวะขุ่นเหมือนน้ำนม ด้วยการใช้รากสดประมาณ 250 กรัม ใส่ในน้ำ 2,000 มิลลิเมตร แล้วต้มจนเหลือ 1,200 มิลลิเมตร และใส่น้ำตาลพอสมควร ใช้แบ่งกินประมาณ 3 ครั้ง ให้หมดภายใน 1 วัน หรือจะใช้กินแทนชาติดต่อกันประมาณ 5-15 วันก็ได้ โดยนับเป็น 1 รอบของการรักษา (ราก)[1]
  23. ช่วยรักษาปัสสาวะเป็นหนอง ด้วยการใช้รากแห้งประมาณ 15 กรัม ใส่ในน้ำ 250 มิลลิลิตร แล้วต้มจนเหลือ 50 มิลลิลิตร ใช้รินกินขณะยังอุ่นหรือเย็นก็ได้ วันละ 3 ครั้ง (ราก)[1]
  24. ในฟิลิปปินส์ ใช้น้ำต้มจากรากสด ใช้รักษาโรคหนองใน (ราก)[1]
  25. ช่วยขับระดูขาวของสตรี (ราก)[2]
  26. ช่วยแก้ประจำเดือนของสตรีมามากเกินไป (ราก)[1]
  27. สรรพคุณทางยาของหญ้าคา ช่วยบำรุงไต แก้ไตอักเสบ ด้วยการใช้รากแห้งประมาณ 30 กรัม ผสมกับเปลือกลูกน้ำเต้า 15 กรัม ดอกเจ๊กกี่อึ้ง 30 กรัม และเหล้าขาวอีก 3 กรัม นำมาต้มเป็นยา ใช้แบ่งกิน 2 ครั้ง วันละ 1 ชุด หรือจะใช้รากสดประมาณ 60-120 กรัม นำมาต้มเป็นยา ใช้แบ่งกิน 2-3 ครั้ง ให้หมดภายใน 1 วัน แต่ถ้าหากนำมาใช้สัตว์เลี้ยงขนาดใหญ่ เช่น ม้า วัว ก็ให้ใช้รากสด เปลือกแตงโมสดอย่างละ 250-500 กรัม นำมาต้มกับน้ำให้สัตว์เลี้ยงกิน (ราก)[1],[2]
  28. ช่วยแก้อาการตัวบวมน้ำ ด้วยการใช้รากสดประมาณ 500 กรัม นำมาลอกเปลือกที่อยู่ระหว่างข้อออก แล้วหั่นเป็นฝอยใส่น้ำ 4 ถ้วยใหญ่ และต้มให้เดือดประมาณ 10 นาที จนให้รากจมน้ำหมด หลังจากนั้นให้แยกเอากากออก ใช้รินกินขณะยังอุ่นๆ ประมาณครั้งละครึ่งถ้วย วันละ 5-6 ครั้ง และกลางคืนอีก 2-3 ครั้ง กินต่อเนื่องกันจนครบ 12 ชั่วโมง แต่ถ้าหากนำมาใช้สัตว์เลี้ยงขนาดใหญ่ เช่น ม้า วัว ก็ให้ใช้รากสด เปลือกแตงโมสด อย่างละประมาณ 250-500 กรัม นำมาต้มกับน้ำให้สัตว์เลี้ยงกิน (ราก)[1]
  29. หญ้าคา สรรพคุณทางยาช่วยแก้ดีซ่าน ตัวเหลืองจากพิษสุรา ด้วยการใช้รากสดประมาณ 1 กำมือ นำมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วนำมาต้มกับเนื้อหมู 500 กรัม และใช้กินแก้อาการ (ราก)[1],[7]
  30. ช่วยแก้อาการตาเหลือง ตัวเหลือง มีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ด้วยการใช้รากนำมาต้มกับน้ำกิน (ราก)[1],[7]
  31. ใช้เป็นยาห้ามเลือด บาดแผลจากของมีคม (ช่อดอก,ผล,ราก)[1],[6]
  32. ขน (ดอกแก่) ใช้สดเป็นยาแก้แผลบวมอักเสบ แก้ฝีมีหนอง (ดอก[6], ขน (ดอกแก่)[1])
  33. ช่วยแก้ฝีประคำร้อย (ต้น)[1]
  34. ช่วยแก้ออกหัด ด้วยการใช้รากแห้งประมาณ 30 กรัม ต้มเอาแต่น้ำดื่มบ่อยๆ (ราก)[1]
  35. ใบนำมามาต้มกับน้ำอาบ ช่วยแก้ลมพิษ และผดผื่นคัน (ใบ)[1],[6]
  36. ใช้แก้พิษจากต้นลำโพง ด้วยการใช้รากสดประมาณ 30 กรัม และต้นอ้อยอีก 500 กรัม นำมาตำและคั้นเอาแต่น้ำมาผสมกับน้ำมะพร้าว 1 ลูก แล้วนำมาต้มกิน (ราก)[1]
  37. ช่วยแก้ตรากตรำทำงานหนัก มีอาการช้ำใน ด้วยการใช้รากสดและขิงสดอย่างละ 60 กรัม ใส่น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา และน้ำ 2 ถ้วย นำมาต้มให้เหลือ 1 ถ้วย แล้วใช้กินวันละครั้ง (ราก)[1]
  38. ช่วยแก้อาการปวด (ช่อดอก)[1],[6] ในแอฟริกาใช้หญ้าคาเป็นยาแก้อาการปวดบวมในเด็ก (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)[1]
  39. ช่วยแก้อาการปวดเมื่อยหลังการคลอดบุตรของสตรี ด้วยการใช้ใบนำมาต้มกับน้ำอาบ (ใบ)[1],[6]
advertisements

ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของหญ้าคา

  • หญ้าคามีฤทธิ์ในการแก้ไข้ แต่ยังพิสูจน์ไม่เห็นผลที่มีนัยสำคัญ[1]
  • หญ้าคามีฤทธิ์ในการขับปัสสาวะ โดยจากการทดลองให้กระต่ายกินน้ำต้มจากราก และพบว่ากลุ่มที่ให้กินประมาณ 5-10 วัน ได้ผลดี และกลุ่มที่ให้กินติดต่อกัน 20 วันไม่เห็นผลเด่นชัดนัก (การทดลองนี้ไม่ได้มีการคบคุมการให้น้ำเข้า จึงเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มไม่ได้ ต้องทำการทดลองใหม่อีก) ซึ่งในรากหญ้ามีธาตุโพแทสเซียมมาก จึงอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้มีฤทธิ์ในการขับปัสสาวะได้[1]
  • หญ้าคามีฤทธิ์ในการห้ามเลือด โดยจากการทดลองให้กระต่ายกินดอกแห้งวันละครั้ง ครั้งละ 0.5 กรัม ติดต่อกันเป็นระยะเวลา 3 วัน ผลการทดลองพบว่า ในวันที่ 5 หลังจากเริ่มให้ยา กระต่ายมีอาการเลือดออกลดลงและมีอาการดีขึ้น โดยฤทธิ์ดังกล่าวนี้ยังมีผลต่อไปได้อีกหลายวัน และยังสามารถช่วยลดอาการเส้นเลือดแตกง่ายได้อีกด้วย[1]
  • มีฤทธิ์แก้โรคตับอักเสบเฉียบพลัน โดยใช้รากแห้งประมาณ 60 กรัม ต้มกับน้ำกินวันละ 2 ครั้ง ผลจากการศึกษาพบว่า คนไข้จำนวน 28 ราย มีสภาพร่างกายดีขึ้นภายใน 45 วัน ตับกลีบคืนสู่สภาวะปกติจำนวน 21 ราย ส่วนอีก 7 รายพบว่า ภายใน 45 วันมีการทำงานของตับขึ้นเกินกว่าครึ่ง และในอีก 15 วันต่อมาตับก็กลับคืนสู่สภาวะปกติ และโดยส่วนใหญ่อาการของโรคที่สำคัญจะหายไปหลังจากรักษามาแล้ว 10 วัน อาการของตับและม้ามบวมโตจะหายไปในเวลาประมาณ 20 วัน ส่วนอาการตัวเหลืองจะหายเป็นปกติ ในเวลาเฉลี่ยประมาณ 20.15 วัน โดยไม่พบอาการหรือผลข้างเคียงแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังสามารถใช้รักษาโรคความดันโลหิตสูงได้ด้วย หากใช้ร่วมกับเซียมเหาะเช่า ก็จะช่วยแก้ปัสสาวะและอุจจาระเป็นเลือดได้[1]
  • มีฤทธิ์แก้อาการไตอักเสบเฉียบพลัน โดยใช้รากแห้งประมาณ 250 กรัม ที่ล้างสะอาดแล้วนำมาหั่นเป็นฝอย ใช้ต้มกับน้ำกินวันละ 2-3 ครั้ง ติดต่อกันเป็นระยะเวลา 1-2 อาทิตย์ หรือจนกว่าจะหายดี (เปลี่ยนรากหญ้าคาทุกวัน) หรืออาจผสมกับไต่โซว เซียวโซว โกฏขี้แมว มั่วอึ้ง ร่วมกันเป็นตำรับยาในการต้มกินก็ได้ ซึ่งในระหว่างนี้ต้องพักผ่อนให้มาก ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย ควบคุมน้ำและเกลือ และถ้าจำเป็นก็อาจใช้ยาอื่นช่วยด้วย เพื่อช่วยป้องกันการเกิดโรคแทรกซ้อน โดยจากการรักษาพบว่าได้ผลดี สามารถช่วยย่นระยะเวลาการรักษาได้ จากคนไข้ไตอักเสบเฉียบพลันจำนวน 10 ราย หลังจากกินยานี้ภายใน 1-5 วัน ปัสสาวะจะออกมากขึ้น ผู้ที่มีอาการปัสสาวะขัด กินยานี้ประมาณ 11-26.4 วันก็จะหายเป็นปกติ อาการบวมน้ำจะลดลงและหายไปภายใน 4-5 วันถึง 1 อาทิตย์ ในผู้ที่มีความดันโลหิตสูง เมื่อกินยานี้แล้วความดันโลหิตจะค่อยๆ ลดเป็นปกติภายใน 5-20 วัน (เฉลี่ยแล้วประมาณ 7-9 วัน) ซึ่งในระหว่างที่กินยานี้อาจทำให้มีอาการวิงเวียนศีรษะ อึดอันไม่สบายใจได้ และยังไม่พบอาการเป็นพิษอื่นใดอีก โดยสรุปก็คือ ยานี้สามารถใช้แก้อาการไตอักเสบเฉียบพลันได้ดีมาก แก้อาการไตอักเสบเรื้อรังได้ผลน้อยกว่า และใช้แก้อาการบวมน้ำอันเนื่องมาจากโรคตับหรือหัวใจเกือบจะไม่ได้ผล[1]
  • น้ำต้มจากราก มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อโรค เชื้อแบคทีเรีย ฆ่าเชื้อบิด (แต่ไม่สามารถฆ่าเชื้อบิดอะมีบ้าได้)[1]
  • การทดสอบความเป็นพิษ ด้วยการให้กระต่ายกินน้ำต้มจากรากในขนาด 25 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม และอีก 16 ชั่วโมงต่อมา กระต่ายเริ่มมีการเคลื่อนไหวช้าลง มีการหายใจที่เร็วขึ้น แต่จะกลับคืนสู่สภาวะปกติในอีกไม่นานนัก นอกจากนี้ยังได้ทดสอบด้วยการฉีดเข้าหลอดเลือดดำในขนาด 10-15 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม พบว่ามีการหายใจที่เร็วขึ้น ไม่ค่อยมีการเคลื่อนไหว หลังจากนั้นประมาณ 1 ชั่วโมง ก็จะกลีบคืนสู่สภาวะปกติ แต่ถ้าฉีดในขนาด 25 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม กลับพบว่าหลังจากฉีดประมาณ 6 ชั่วโมง กระต่ายก็ตาย[1]

ประโยชน์หญ้าคา

  1. หญ้าคาเป็นพืชที่มีธาตุไนโตรเจน ธาตุฟอสฟอรัส และธาตุโพแทสเซียมสูงมาก ช่วยทำให้ดินร่วนซุย ทำให้ออกซิเจนลงไปในดินได้สะดวกขึ้น ทำให้ดินไม่แน่น และเป็นหญ้าที่มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับพืชตระกูลถั่วคือ เมื่อเน่าเป็นปุ๋ยแล้วจะช่วยป้องกันเพลี้ยและแมลงต่างๆ ได้[7]
  2. ต้นแห้งสามารถนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงได้ ส่วนในอูกันดามีการนำมาใช้เผาเครื่องปั้นดินเผา[1]
  3. ต้นใช้มัดต้นแผ่นเป็นแผ่นแบนๆ แล้วทุบให้แตก ตัดใบทิ้ง ใช้เป็นแปรงฉาบน้ำปูนตามผนังตึกหรือกำแพงได้[1]
  4. ใบนำมาไพเป็นตับ (ไพหญ้าคา) หรือนำมามัดรวมกันเป็นตับ ตากให้แห้งแล้วนำใช้มุงหลังคากระท่อม เล้าไก่ เล้าเป็ด คอกเลี้ยงหมู ฯลฯ[4],[6]
  5. สามารถนำมาอัดทำเป็นแผ่นๆ คล้ายกับไม้อัดทั่วไป สามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลายอย่าง เช่น ใช้ทำตู้เก็บหนังสือ ตู้เก็บพระคัมภีร์ ทำกรอบรูป ของที่ระลึกต่างๆ เป็นต้น ซึ่งเป็นผลมาจาก นศ.ศรีราวรรณ วงษ์โท นักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร วิทยาเขตโชติเวช คณะคหกรรมศาสตร์[6]
  6. รากหญ้าคา สามารถนำมาใช้ทำเชือก ใช้สานตะกร้า เสื่อ หรือทำแปรงด้วย[1]
  7. ประโยชน์รากหญ้าคา ใช้ทำเป็นน้ำตาลได้ โดยในช่วงฤดูหนาวให้ขุดดินใต้กอหญ้าคาให้เป็นโพรงชอนเข้าไปลึกๆ และให้ตัดหญ้าคายาวๆ ออกบ้าง แล้วให้เอาแกลบมาใส่ให้เต็มโพรงที่ขุด และให้หมั่นรดน้ำที่โคนต้นทุกวัน จนเมื่อรากงอกยาวสีขาวงามดีแล้ว ให้เอาแกลบออก จับรากมัดรวมกัน แล้วใช้มีดคมๆ ปาดเหมือนปาดจั่นมะพร้าวหรือตาลโตนด ทิ้งไว้ 3 วัน เมื่อครบวันก็ให้เอาภาชนะไปรองรับที่มัดรากที่ปาดแล้วนั้น วันรุ่งขึ้นก็ให้มาเก็บน้ำตาล แล้วปากลึกเข้าไปอีกให้ได้ทุกวันจนหมด[1]
  8. น้ำร้อนชงสกัดน้ำตาลจากรากนำมาใช้หมักเบียร์[1]

วิธีกำจัดหญ้าคา

  • ใช้วิธีการเขตกรรมทั่วไป เช่น วิธีการถาก ถาง ตัดให้สั้นเพื่อไม่ให้ออกดอก หรือขุดทิ้ง[3],[5]
  • ใช้วัสดุคลุม เช่น เศษซากวัชพืช หรือปลูกพืชคลุม เช่น ถั่วชนิดต่างๆ[5]
  • ใช้ยาฆ่าหญ้าหรือสารเคมีต่างๆ เช่น ดาร์ไฟท์ (ไกลโฟเซต, ไอโซโพฟิลามีน ซอลต์), ดามาร์ค (ไกลโฟเลท), ทัชดาวน์ (ไกลโฟเซต ไตรมีเซียมซอลต์), มาร์เก็ต (ไกลโฟเซต)[3],[5]

ภาพหญ้าคา

References
  1. มูลนิธิหมอชาวบ้าน.  นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่ 18 คอลัมน์: สมุนไพรน่ารู้.  “หญ้าคา“. (ภก.ชัยโย ชัยชาญทิพยุทธ).  อ้างอิงใน: หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรจีน.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.doctor.or.th.  [5 ม.ค. 2014].
  2. สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี. พืชสมุนไพร.  “หญ้าคา“.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.rspg.or.th.  [5 ม.ค. 2014].
  3. ฝ่ายปฏิบัติการวิจัยและเรือนปลูกพืชทดลอง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.  “หญ้าคา“. (ไพร มัทธวรัตน์ หน่วยอนุรักษ์และใช้ประโยชน์พืชพรรณ).  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: clgc.rdi.ku.ac.th.  [5 ม.ค. 2014].
  4. โครงการเผยแพร่ข้อมูลทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นบนพื้นที่สูง สถาบันวิจัยและพัฒนาที่สูง (องค์กรมหาชน).  “Lalang“.  อ้างอิงใน: หนังสือชื่อพรรณไม้แห้งประเทศไทย.  (เต็ม สมิตินันทน์).  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: eherb.hrdi.or.th.  [5 ม.ค. 2014].
  5. สื่อการสอนครู โรงเรียนเม็งรายมหาราชวิทยาคม.  “หญ้าคา“.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: tc.mengrai.ac.th.  [5 ม.ค. 2014].
  6. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.  (พระมหาสุรศักดิ์ สุรเมธี).  “หญ้าคา“. [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.stou.ac.th.  [5 ม.ค. 2014].
  7. ข่าวสดรายวัน ฉบับที่ 8212 วันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2556, คอมลัมน์: รูปไปโม้ด.  (น้าชาติประชา ชื่น). “หญ้าคา“.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.khaosod.co.th.  [5 ม.ค. 2014].

ภาพประกอบ : www.flickr.com (by John Tann, Tony Rodd, Russell Cumming, mingiweng)

เรียบเรียงข้อมูลโดย ฟรินน์ดอทคอม

advertisements

Disclaimer : บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้อ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โปรดอ่านเพิ่มเติมหน้านโยบายและเงื่อนไขการใช้งานเว็บไซต์