• icon-facebook
  • icon-twitter
  • icon-google
  • icon-linkedin

โป๊ยกั๊ก สรรพคุณและประโยชน์ของโป๊ยกั๊ก 34 ข้อ ! (โป๊ยกั๊กจีน)

icon-calendar เผยแพร่: 10/10/2013 (แก้ไขล่าสุด: 24/08/2014)
icon-view 1,512 ครั้ง
โป๊ยกั๊ก

advertisements

โป๊ยกั๊ก

โป๊ยกั๊ก ชื่อสามัญ Chinese Star Anise[1], Star Anise[2], Star Aniseed[4], Badiane (ฝรั่งเศษ)[4], Badian (อาหรับ), Badian Khatai (อินเดีย), Bunga Lawang (มาเลเซีย, อินโดนีเซีย)[3],[4], Thakolam (มาลายาลัม) โป๊ยกั๊ก ชื่อวิทยาศาสตร์ Illicium verum Hook.f. จัดอยู่วงศ์ ILLICIACEAE มีชื่ออื่นๆ อีกเช่น โป๊ยกั๊กจีน จันทร์แปดกลีบ แปดแฉก (โป๊ยแปลว่า “แปด” ส่วนกั๊กแปลว่า “แฉก”) เป็นต้น[1],[3] และโป๊ยกั๊กมักเขียนผิดเป็น โป๊ยกั้ก, โป๋ยกั๊ก, โป้ยกั้ก, หรือ โป้ยกัก

สมุนไพรโป๊ยกั๊ก จัดเป็นสมุนไพรจีน เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดและเขตการกระจายพันธุ์อยู่ในประเทศจีนและเวียดนาม โดยจัดเป็นพืชพื้นเมืองในแถบเอเชียเขตร้อน มีการใช้กันมาอย่างยาวนานในประเทศจีนกว่า 1,300 ปีแล้ว โดยส่วนที่นำมาใช้ประโยชน์ก็คือ ส่วนของเมล็ดของผลแก่ที่มีลักษณะคล้ายดาว 8 แฉก และในปัจจุบันจะมีการเพาะปลูกโป๊ยกั๊กมากในประเทศจีนตอนใต้ อินเดีย เวียดนาม และประเทศญี่ปุ่น[2]

ลักษณะของโป๊ยกั๊ก

  • ต้นโป๊ยกั๊ก เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก แต่มีความสูงได้ถึง 18 เมตร[2]

ต้นโป๊ยกั๊ก

  • ใบโป๊ยกั๊ก ลักษณะของใบเป็นรูปใบหอกกลับถึงรูปรีแคบ โคนใบสอบ ปลายใบแคบเป็นแถบยาว ส่วนปลายสุดเว้าหรือแหลม[2]

ใบโป๊ยกั๊ก

  • ดอกโป๊ยกั๊ก ดอกเป็นดอกเดียว มีสีเหลือง บางครั้งอาจแต้มด้วยสีชมพูถึงสีแดง ลักษณะของดอกเป็นรูปทรงกลมแกมรูปถ้วย กลีบดอกมี 10 กลีบ กลีบมีลักษณะเป็นรูปรีกว้างขอบกลีบมีขนและเป็นกระพุ้ง ก้านดอกมีความยาวได้ถึง 4 เซนติเมตร[2]

ดอกโป๊ยกั๊ก

  • ผลโป๊ยกั๊ก ผลมีลักษณะเป็นกลีบโดยรอบ มองเห็นได้เป็นรูปดาว มีกลีบประมาณ 5-13 กลีบ แต่ที่พบมากโดยส่วนใหญ่มักจะเป็น 8 กลีบ ผลแห้งมีกลีบหนาแข็ง มีสีน้ำตาลเข้ม ในกลีบแต่ละกลีบจะมีเมล็ด 1 เมล็ด มีลักษณะเป็นรูปไข่และแบน ผิวมีสีน้ำตาลเรียบและเป็นเงา ผลมีกลิ่นหอมและมีรสร้อน[1]

โป๋ยกั๊ก

โป๊ยกั๊กจีน

เมล็ดโป๊ยกั๊ก

หมายเหตุ : โป๊ยกั๊กจีน เป็นพืชคนละชนิดกับ โป๊ยกั๊กญี่ปุ่น หรือ Japanese Star Anise (ชื่อวิทยาศาสตร์ Illicium anisatum) โป๊ยกั๊กญี่ปุ่นเป็นพืชมีพิษหากรับประทานเข้าไปอาจทำให้เสียชีวิตได้ เนื่องจากมีสารพิษที่ชื่อว่า อนิซาติน (Anisatin) ที่มีฤทธิ์ในการทำลายระบบประสาทอย่างรุนแรงและทำให้เกิดอาการอักเสบในใน รวมถึงอวัยวะในระบบย่อยอาหารและท่อปัสสาวะ จึงห้ามนำมารับประทานเด็ดขาด (แต่สามารถนำมาใช้ทำเป็นธูปกำยานได้) แต่โป๊ยกั๊กที่ได้นำเข้ามาใช้ในประเทศก็คือ โป๊ยกั๊กจีนที่เรารู้จักคุ้นเคยกันดีและไม่มีพิษ[3]

สรรพคุณของโป๊ยกั๊ก

  1. สรรพคุณโป๊ยกั๊ก ช่วยบำรุงธาตุในร่างกาย (ผล)[1]
  2. ช่วยเพิ่มภูมิต้านทานโรคต่างๆ ให้กับร่างกาย ด้วยการใช้ผงโป๊ยกั๊ก 1 ช้อนชา นำมาชงกับน้ำอุ่นสุกดื่ม แต่สำหรับเด็กเล็กมากให้ใช้น้ำมันโป๊ยกั๊กมาทาบริเวณฝ่าเท้า จะทำให้เท้าอุ่นช่วยเสริมภูมิคุ้มกันโรคได้ดีนัก[3]
  3. ช่วยแก้ธาตุพิการ (ผล)[1]
  4. โป๊ยกั๊กสมุนไพรที่มีคุณสมบัติเป็นหยาง ช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกายในช่วงอากาศเย็นชื้น มีรสร้อนนิดเจือหวานเล็กน้อย ไม่เผ็ดร้อนมากจนเกินไปเหมือนสมุนไพรชนิดอื่นๆ วิธีการรับประทานก็ให้ใช้ผงโป๊ยกั๊ก 1 ช้อนชาชงกับน้ำอุ่น 1 แก้วกาแฟ ใช้ดื่มหลังอาหารในช่วงเช้าหรือเย็น หรือในช่วงที่มีอากาศเย็น[3]
  5. ช่วยขับเสมหะ (ผล)[1]
  6. เมล็ดโป๊ยกั๊กเมื่อนำมาสกัดจะได้กรดชิคิมิค (Shikimic Acid) อันเป็นสารตั้งต้นสำคัญในการสังเคราะห์ยาทามิฟลู (Tamiflu) ซึ่งตัวยามีฤทธิ์ใน
  7. การต้านเชื้อไวรัสได้หลายชนิด รวมไปถึงไข้หวัดนกและไข้หวัดใหญ่ 2009 (เมล็ด)
  8. ช่วยแก้หวัด ลดไข้[3]
  9. น้ำมันหอมระเหยใช้ผสมกับชะเอมช่วยแก้อาการไอ[1]โป๊ยกั้ก
  10. น้ำมันหอมระเหยนำมาใช้ผสมในยาผงสำหรับแก้หืด และยาสำหรับสัตว์[1]
  11. ช่วยรักษาอาการอักเสบเรื้อรังในระบบทางเดินหายใจ ระบบทางเดินอาหารและระบบทางเดินปัสสาวะ[3]
  12. ช่วยบรรเทาอาการหลอดลมอักเสบ (เมล็ด)[6]
  13. ช่วยแก้ลมกองหยาบ (ผล)[1]
  14. ช่วยแก้อาการปวดท้อง แก้อาการท้องอืด[3] จุกเสียดในเด็กทารก
  15. ช่วยแก้อาการอาหารไม่ย่อย (ผล)[1]
  16. ช่วยขับลมในลำไส้ (ผล)[1]
  17. ช่วยแก้ปัสสาวะขัด[5]
  18. ช่วยแก้อัณฑะบวม และไส้เลื่อน[5]
  19. ช่วยขับน้ำดี (เมล็ด) (เป็นข้อมูลจากเว็บไซต์ที่มีการโฆษณาขายสินค้าสมุนไพร)
  20. ผลใช้เป็นยากระตุ้น (ในข้อมูลไม่ได้ระบุไว้ว่าเป็นยากระตุ้นอะไร)[1]
  21. ช่วยเพิ่มสมรรถภาพให้กับกล้ามเนื้อ[3]
  22. ช่วยระงับความเจ็บปวด[3]
  23. ช่วยรักษาโรครูมาติสม์ (Rheumatism) ระงับอาการปวดข้อ ปวดกระดูก ปวดหลัง ปวดเอว ด้วยการใช้ผงโป๊ยกั๊ก 1 ช้อนชานำมาชงกับน้ำร้อนดื่มก่อนอาหารเช้าและเย็น[3]
  24. ช่วยแก้ตะคริว หรือเหน็บชาตามข้อมือข้อเท้า[3]
  25. น้ำมันหอมระเหยประมาณ 1-4 หยดผสมกับชะเอมใช้ฆ่าเชื้อโรคได้[1]
  26. ช่วยรักษาวัยทองในเพศชาย[7]
  27. ช่วยเพิ่มความต้องการทางเพศ[7]
  28. ช่วยส่งเสริมสุขภาพของอวัยวะสืบพันธุ์ของเพศหญิง[6]
  29. ช่วยเพิ่มการหลังน้ำนมของสตรีหลังคลอดบุตร[6]
advertisements

ประโยชน์ของโป๊ยกั๊ก

  1. โป๊ยกั๊กอุดมไปด้วยแคลเซียมซึ่งช่วยบำรุงกระดูกและฟัน และธาตุเหล็กที่ช่วยในการบำรุงโลหิต โดยคุณค่าทางโภชนาการของโป๊ยกั๊ก ต่อ 100 กรัม ประกอบไปด้วย โปรตีน 31%, คาร์โบไฮเดรต 31%, เส้นใยอาหาร 38%, ไขมัน 0%, วิตามินเอ 10.5%, วิตามินซี 35%, ธาตุแคลเซียม 65%, ธาตุเหล็ก 62%, ธาตุโพแทสเซียม 31%, และธาตุโซเดียม 1%[3]
  2. ผลและเมล็ดโป๊ยกั๊ก ทั้งแบบแห้งและป่นใช้เป็นเครื่องเทศและเป็นยาสมุนไพร[1],[2]
  3. โป๊ยกั๊ก ใช้เป็นส่วนผสมของผงเครื่องเทศทั้งห้า ที่ใช้ในการปรุงอาหารจีนแบบดั้งเดิม[4]
  4. ใช้ในการแต่งกลิ่นอาหาร ช่วยชูรสชูกลิ่น และผลยังสามารถนำมาใช้แต่งกลิ่นของเครื่องดื่ม ลูกอม ลูกกวาด ทอฟฟี่ ขนมหวาน ขนมผิง ขนมเค้ก แยม เยลลี่ ซีอิ๊ว ซอสต่างๆ เนื้อกระป๋อง ฯลฯ[1],[2],[3]
  5. น้ำมันโป๊ยกั๊กที่ได้จากการกลั่นด้วยไอน้ำ ใช้เป็นส่วนผสมของยาและยาอมแก้ไอ ใช้ในการแต่งกลิ่นและดับกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ของยา น้ำหอม เครื่องสำอาง ครีมและโลชั่นบำรุงผิว สูบู่ น้ำยาบ้วนปาก ยาสีฟัน ผงซักฟอก ฯลฯ[1],[2]

ผลโป๊ยกั๊ก

แหล่งอ้างอิง

  1. ฐานข้อมูลเครื่องยาสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.  “โป๊ยกั๊ก”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.thaicrudedrug.com.  [10 ต.ค. 2013].
  2. คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. กรีนไฮเปอร์มาร์ท สารานุกรมผลิตผลและผลิตภัณฑ์จากพืชในซุปเปอร์มาร์เก็ต ฉบับคอมพิวเตอร์.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.sc.mahidol.ac.th.  [10 ต.ค. 2013].
  3. มูลนิธิสุขภาพไทย.  “โป๊ยกั๊กเพิ่มพลังภูมิคุ้มกันโรค”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.thaihof.org.  [10 ต.ค. 2013].
  4. วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี (en).
  5. หนังสือสมุนไพรเครื่องเทศและพืชปรุงแต่งกลิ่นรส.  “โป๊ยกั๊ก”.  สุพจน์ คิลานเภสัช. (2543).  กรุงเทพฯ: ประพันธ์สาสน์.
  6. THE TIMES OF INDIA.  “Benefits of star anise”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: articles.timesofindia.indiatimes.com.  [10 ต.ค. 2013].
  7. WebMD. “STAR ANISE”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.webmd.com.  [10 ต.ค. 2013].

ภาพประกอบ : www.flickr.com (by sndgrss, Fruit Species, jolie2211)

เรียบเรียงข้อมูลโดย ฟ ริ น น์ .com

advertisements

Disclaimer : บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้อ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โปรดอ่านเพิ่มเติมหน้านโยบายและเงื่อนไขการใช้งานเว็บไซต์